หมายเหตุ – นักวิชาการได้สะท้อนมุมมองต่อนโยบายของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่จะแถลงต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน โดยมีนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เมื่อวันที่ 7 เมษายน

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
นโยบายนายกฯอนุทิน 2 หากมองในภาพรวมเห็นว่าจุดยืนรัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญพิทักษ์รักษาสถาบันหลักชาติ เป็นการยืนยันจุดยืนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยการเปลี่ยนผ่านจากพรรคขนาดกลางมาสู่พรรคขนาดใหญ่
ส่วนเนื้อหาสาระครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง ปัญหาสังคม ภัยคุกคาม หากดูในรายละเอียดจะพบว่าเป็นนโยบายกว้างๆ และมีมิติทางเศรษฐกิจเป็นหลัก นอกจากนี้มีข้อเสนอที่ท้าทายมากคือ การปฏิรูปกฎหมายโดยการจัดการกฎหมายที่ล้าหลังทั้งหมด ปฏิรูประบบราชการ รัฐบาลจับทางได้ถูกต้อง ความเก่า ความล้าหลังกฎหมาย ทำให้ประเทศไม่สามารถแข่งขันในโลกนี้ได้
ที่สำคัญเป็นจุดทำให้เกิดคอร์รัปชั่นแวดวงราชการที่ทำให้ประเทศไม่สามารถแข่งขันกับใครได้ในรอบ 30 ปี จึงเป็นโอกาสที่ดี หากรัฐบาลอนุทิน 2 ให้ความสำคัญปฏิรูปกฎหมาย ระบบราชการ ส่วนนโยบายอื่นๆ มองว่ายังเป็นนโยบายในเรื่องเอกสาร เพราะถูกเขียนขึ้นด้วยข้าราชการประจำ ภายใต้การวางกรอบกว้างๆ ของรัฐบาล ทำให้มองว่าเป็นเรื่องพิธีกรรมของการแถลงนโยบาย ข้อสำคัญคือประชาชนอยากจะเห็นภายหลังแถลงนโยบายไปแล้ว จะนำแผนไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร นี่คือโจทย์ใหญ่จะแก้ไขปัญหาระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวอย่างไร
หากมองในประเด็นต่างๆ อาทิ ปัญหาไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นว่าเป็นการสร้างจุดยืน ภท.และฝ่ายอนุรักษนิยม ที่สานต่อเพราะเป็นประเด็นทำให้ ภท.เติบโตทางการเมือง และเป็นจุดยืนฝ่ายอนุรักษนิยม หากทำเรื่องนี้ต่อ ฐานคะแนนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้ในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน อาจได้รับการยอมรับอีกครั้ง โดยการเอาจริงเอาจังกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะมองได้จากท่าทีที่แข็งกร้าว ไม่เจรจา รวมทั้งปัญหาสแกมเมอร์ หากแก้ไขปัญหาระบบราชการจะแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่งเพราะมาจากการบังคับใช้กฎหมาย และการใช้ดุลยพินิจข้าราชการ หากมีการปฏิรูปแก้กฎหมายได้ ลดการใช้ดุลยพินิจจะแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง
นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ช่วงนี้วิกฤตทั่วโลก รัฐบาลจะต้องวางแผนเน้นการท่องเที่ยวในประเทศ จะต้องเจาะกลุ่มตลาดไม่เน้นนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวจากยุโรปหรือตะวันออกกลาง อาจจะต้องให้ความสำคัญให้กับนักท่องเที่ยวในซีกคือตะวันออกคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ให้มาเที่ยว
ส่วนการส่งเสริมการลงทุนภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ดูไปแล้วเหมือนกันการกล่าวกว้างๆ ภาคเอกชนอาจไม่มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ประกอบกับได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลางด้วย อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจเลยไม่ต้องเน้นนักลงทุนขนาดใหญ่ ควรหันมาส่งเสริมนักลงทุน SMEs เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย รวมทั้งเข้าถึงโครงการต่างๆ ของภาครัฐได้ กล่าวง่ายๆ อย่าคาดหวังจากนักลงทุนภายนอกประเทศ แต่ควรหันมาส่งเสริมการลงทุนในประเทศ เพราะผู้ประกอบการไทยยังมีศักยภาพ แต่ขาดการสนับสนุนให้เป็นรูปธรรมอย่างเป็นระบบจากภาครัฐ อาทิโครงการสินเชื่อ การแก้กฎหมายให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงได้ง่าย รวมทั้งการอนุมัติ การอนุญาตให้เกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือการแก้ไขกฎหมาย
การแก้ไขปัญหาด้านเกษตร จากผลพวงผลผลิตตกต่ำ รัฐบาลประกาศจะต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ เพื่อให้เกิดการเกษตรมั่นคงและยั่งยืน เรื่องนี้หลักการดี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านผลผลิตทางการเกษตรในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เรื่องนี้รัฐบาลจัดการปัญหาพ่อค้าคนกลางก่อน มองไปแล้วปัญหาเกษตรกรแบกรับต้นทุนอย่างหนักมาก โดยมีผลมาจากราคาสินค้าเกษตรกรไม่แน่นอน ประกอบกับยังมีปัญหาราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และยังมีพ่อค้าคนกลางเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย ที่สำคัญไม่ใช่พ่อค้าคนกลางที่ปกติ แต่เป็นพ่อค้าคนกลางที่มีอิทธิพล ทำลายฐานเกษตรกร นั่นคือพ่อค้าชาวจีนที่เข้ามาตั้ง “ล้ง” ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มะพร้าว รวมทั้งพืชเศรษฐกิจสำคัญๆ รัฐบาลจะต้องทำให้กระบวนการของพ่อค้าคนกลางจะต้องไม่ไปทำลายผู้ประกอบการในพื้นที่
รวมไปถึงรัฐบาลควรจะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสินค้าทางการเกษตร เพราะประเทศไทยทำเกษตร 3 ลักษณะจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะตอนนี้เกษตรกรไทยผลิตเพื่อขายอย่างเดียว แล้วไปซื้อสินค้ามาอุปโภคบริโภค เห็นได้ชัดว่าชาวนาปลูกข้าวแต่ไปซื้อข้าวกิน รัฐบาลจะต้องมาคิดว่าเกษตรกรทำเพื่อยังชีพ ทำอย่างไรให้เกิดความมั่นคง เหลือแล้วขาย จะทำให้เศรษฐกิจเกิดความเข้มแข็ง จากเศรษฐกิจพึ่งพาตนองเอง เกษตรกรขนาดกลาง ผลิตใช้เองและขายด้วย ทำอย่างไรให้เกิดความชัดเจนในเรื่องราคาเป็นธรรม และเกษตรกรแปลงใหญ่ สร้างผลผลิตเพื่อขาย รัฐบาลจะต้องวางแผนให้ชัดเจน กำหนดเกษตรกรแบ่งออกเป็น 3 ประเภท แล้วรัฐบาลจะสนับสนุนอย่างไร
หากมามองเรื่องพลังงานส่งผลกระทบต่อเกษตรกร หากเป็นเกษตรกรรายเล็ก หรือเกษตรกรทำเพื่อยังชีพ จะต้องส่งเสริมนโยบายในการสร้างพลังงานในพื้นที่ อาทิ การผลิตแก๊สจากมูลสัตว์ ส่วนเกษตรกรขนาดกลางและขนาดใหญ่ ต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอก ก็ต้องดูความชัดเจนของรัฐบาล นอกจากนี้ยังลุ้นอยู่ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายชัดเจนอย่างไรกับกลุ่มเปราะบาง ที่ได้รับผลกระทบจากภาคเกษตร รัฐบาลอาจจะต้องมีน้ำมันสีน้ำเงิน ตามนิยามว่าเป็นพรรคสีน้ำเงิน น้ำมันสีน้ำเงินจะต้องมีราคาถูก เหมือนชาวประมงที่ใช้น้ำมันเขียวในราคาถูก
นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องมองไปถึงนโยบายพลังงานทางเลือก เพื่อช่วยภาคเกษตรกร อาทิ นำวัสดุอุปกรณ์เหลือใช้ เช่น มูลสัตว์มาทำแก๊สใช้ภาคเกษตรกรรม รวมทั้งผลผลิตทางเกษตรกรรมที่สามารถแปรรูปเป็นน้ำมัน ต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาหากรัฐบาลสนับสนุนกันอย่างจริงจัง จะไปส่งผลกระทบต่อกลุ่มทุนด้านพลังงานทำให้ขาดการส่งเสริมอย่างจริงจัง เพราะทำให้กลุ่มทุนพลังงานเสียผลประโยชน์ นอกจากนี้รัฐบาลควรจะมาสนับสนุนพลังงานจากชีวมวล ที่ได้มาจากผลผลิตทางด้านการเกษตรของชุมชน จากยาง ปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง ทำอย่างไรให้ชุมชนในแต่ละท้องถิ่นมีพลังงานของตนเอง รวมทั้งช่วงนี้ประเทศไทยร้อนมาก แต่ขาดการสนับสนุนการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ผ่านโซลาร์เซลล์ โซลาร์รูฟ รวมถึงพลังงานลม
ส่วนปัญหาในข้อกฎหมายเกี่ยวกับการผลิตพลังงานของชุมชนห้ามมีการผลิต มองว่ารัฐบาลจะต้องกล้ายกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคกับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ที่ผ่านมาศักยภาพหลายชุมชนสามารถผลิตพลังงานได้เอง อาทิ การผลิตน้ำมันจากพลาสติกเหลือใช้ที่ จ.ขอนแก่น สามารถทำได้แล้วแต่ติดปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ทำไปผิดกฎหมาย เหมือนกับชาวบ้านต้มเหล้าได้ แต่ไม่สามารถขายได้เอง เพราะผิดกฎหมาย ขัดผลประโยชน์กลุ่มทุน จึงเป็นเรื่องท้าทายรัฐบาลอนุทินจะกล้าหรือไม่ พร้อมปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับพลังงาน เพื่อส่งเสริมให้ท้องถิ่นสามารถสร้างพลังงานทางเลือก เพราะหากยังเอาเงินภาษีของประชาชนมาลดราคาน้ำมันให้กับเกษตรกรถือว่าไม่ถูกต้อง การนำเศษวัสดุเหลือใช้มาผลิตพลังงานได้จะเกิดความมั่นคงทั้งระบบ รวมทั้งควรปรับเปลี่ยนวิธีคิดของกลุ่มทุน คิดแบบเดิมไม่ได้ โดยผูกขาดความมั่งคั่ง แต่ประชาชนเดือดร้อนทั้งประเทศ ถือว่าไม่ใช่ทางออกและยังฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศด้วย
ขณะนี้บ่อน้ำมันในประเทศมีมากมาย แต่คนไทยไม่ได้ประโยชน์ การแก้ไขปัญหาจะต้องมีการปรับโครงสร้างพลังงาน รัฐบาลกล้าที่จะปฏิรูปกฎหมายหรือเปล่า โดยเฉพาะกฎหมายที่เกิดประโยชน์ประชาชน ส่วนคำที่ว่า Quick Big Win ผมยังมองว่าเป็นวาทกรรมเท่านั้น

นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา
นโยบายของคณะรัฐบาลอนุทิน เท่าที่ดูคำแถลงนโยบายอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร 21 หน้า 5 ด้านแล้วนั้น ขอบอกตรงๆ ว่าแทบไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมของเมื่อช่วงการจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนก่อนหน้าเลย
คล้ายกับว่าเป็นนโยบายตัดแปะจากอันเก่า เดิมนั้นมี 4 ด้าน แต่ร่างนโยบายใหม่นี้มี 5 ด้าน เหมือนกับรัฐบาลยังไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือไม่รู้เลยว่าในขณะนี้เกิดวิกฤตน้ำมัน ต้นทุนเพิ่มขึ้น ไม่พบคำแถลงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตรงนี้เลย ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้
ส่วนนโยบายด้านอื่นๆ นั้น คล้ายกับเป็นงานของนักศึกษาที่ก๊อบปี้กันมาแล้วนำมาวางไว้ เช่น “เรียนฟรีมีอยู่จริง” รวมถึงนโยบายที่ใช้คำอย่างสวยหรู เช่น “เกษตรแม่นยำ เกษตรยั่งยืน” ที่ทุกวันนี้พี่น้องเกษตรกรนั้นต้นทุนก็สูงขึ้น ผลผลิตราคาก็ตกต่ำจนแทบจะไม่มีที่ยืนกันอยู่แล้ว จึงมองไม่เห็นว่าจะยั่งยืนกันอย่างไร
ขณะที่นโยบายปฏิรูประบบราชการ บอกจะแก้กฎหมายที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในการประกอบธุรกิจ ในการที่จะยื่นคำขออะไรต่อรัฐ ส่วนตัวมองว่า เรื่องการปฏิรูประบบราชการต้องให้ความสำคัญไปทั้งระบบจริงๆ เนื่องจากระบบราชการที่เป็นอยู่เป็นปัญหาและอุปสรรคในการเดินหน้าของประเทศ อย่ามองแค่กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อเรื่องเศรษฐกิจ แต่ต้องมองระบบราชการและกระบวนการยุติธรรม การซื้อขายตำแหน่ง การปฏิรูปพนักงานสอบสวน แม้กระทั่งระบบราชการในกระทรวงสาธารณสุขที่วันนี้เกิดภาวะสมองไหล จากแพทย์พยาบาลต้องแบกภาระงานหนัก ว่าจะแก้ปัญหาจริงจังอย่างไร
แต่ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 นี้ ตามที่ได้เคยเรียกร้องให้แก้ไขเพิ่มเติม ยังมีพี่น้องประชาชนบางส่วนยังพูดกันอยู่เสมอว่า “ทำไมไม่แก้ไขปัญหาปากท้อง ทำไมต้องพูดถึงเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ”
จึงอยากจะบอกว่า รัฐบาลนั้นมีที่มาจากรัฐธรรมนูญ รวมทั้ง ส.ส. ส.ว. คณะรัฐมนตรี กติกาการปกครองประเทศก็มาจากรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญคือจุดกำเนิดของปากท้อง
สิ่งที่สำคัญที่กำลังจะพูดถึงก็ คือ ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย จึงขอฝากไปถึงยังทางฝ่ายค้านและ ส.ว.ด้วยว่า ให้ไปดูคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงว่ามีการชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ ที่จะนำมาใช้จ่ายในนโยบายต่างๆ หรือไม่ หากไม่มีจะเป็นคำแถลงนโยบายที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
หากมองภาพรวมคำแถลงนโยบายของรัฐบาลแล้ว ตามที่ได้บอกมาตั้งแต่ต้นว่า ยังไม่เห็นการพูดถึงนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดในตอนนี้ที่ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้เกิดขึ้นกันไปจนทั่วฟ้าเมืองไทยแล้ว สโลแกนที่เคยบอกว่า“รวยไม่ไหวแล้ว” ก็จะกลายเป็นคำอื่นไป การแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว รัฐบาลจะทำอย่างไรนั้น ขอบอกว่ายังมองไม่เห็นจากคำแถลงนโยบายนี้





