
วิเคราะห์ชี้ หยุดยิงแค่พักรบ ประเทศอ่าวทบทวนสัมพันธ์มะกัน บทบาทจีนในตอ.กลางพุ่ง
เมื่อวันที่ 8 เมษายน บีบีซีวิเคราะห์ว่า การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ระหว่างสหรัฐและอิหร่านนั้นเป็นเพียงแค่การพักรบ โดยระบุว่า เพียงแค่วันเดียวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐเปลี่ยนจากการข่มขู่ว่า จะทำให้อารยธรรมอิหร่านดับสูญ ไปเป็นการกล่าวว่าข้อเสนอ 10 ข้อของอิหร่านสามารถใช้เพื่อการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัด ซึ่งมีปากีสถานเป็นตัวกลางในการไกลเกลี่ยได้
ทั้งนี้ ข้อตกลงหยุดยิงนั้นเป็นเพียงแค่การพักหายใจสำหรับพลเรือนในตะวันออกกลาง ที่ต้องอยู่ท่ามกลางการโจมตีทางทหารตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอล เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และ จากการที่ข้อตกลงหยุดยิงไม่ครอบคลุมเลบานอน อิสราเอลก็ได้โจมตีทางอากาศเลบานอนครั้งใหญ่ในขณะเดียวกัน
การหยุดยิงที่เกิดขึ้นอาจจะอยู่ได้ไม่นาน แม้อิหร่านและสหรัฐต้องการที่จะยุติสงคราม แต่จุดยืนของทั้งสองฝ่ายยังห่างไกลกันเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีความไม่วางใจต่อกันตลอดจนได้ประกาศชัยชนะพร้อมกันด้วย ดังนั้น คำกล่าวของรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ที่บอกว่า การหยุดยิงนี้เป็นการพักรบที่เปราะบาง เป็นการประเมินที่เป็นจริง
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า นี่เป็นชัยชนะทางทหารครั้งใหญ่และเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐ พร้อมกล่าวว่า รัฐที่เป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับต้นๆ ของโลก ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถปกป้องตนเอง ประชาชน หรือดินแดนของตนได้
อย่างไรก็ดี อิหร่านก็ประกาศชัยชนะด้วยคำกล่าวโอ้อวดไม่แพ้กัน โดยโมฮาเหม็ด เรซา อาเรฟ รองประธานาธิบดีคนที่ 1 ของอิหร่าน กล่าวว่า โลกได้ต้อนรับศูนย์กลางอำนาจใหม่ และยุคของอิหร่านได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
กลุ่มสนับสนุนทรัมป์มองว่า ความสามารถของสหรัฐและอิสราเอลในการสร้างความเสียหายให้กับอิหร่านบีบให้อิหร่านต้องเข้าสู่การเจรจา และคำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐเป็นเป็นยุทธวิธีในการต่อรองที่เด็ดขาด ทั้งนี้ อิหร่านเชื่อว่า ความแข็งแกร่งของรัฐบาลในการต่อต้านอำนาจของสหรัฐและอิสราเอล ความสามารถในการยิงขีปนาวุธและโดรน ตลอดจนการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สหรัฐยอมเจรจาภายใต้ข้อเสนอ 10 ข้อที่รัฐบาลอิหร่านได้เสนอไป
กระนั้นก็ดี บางส่วนของข้อเสนอดังกล่าวยากที่จะได้รับการยอมรับจากฝ่ายสหรัฐ ซึ่งรวมถึงการให้อิหร่านควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ค่าชดเชยในสงคราม ยุติมาตรการคว่ำบาตรและปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ เช่นเดียวกับที่ข้อเสนอของสหรัฐก็ยากต่อการยอมรับสำหรับอิหร่านด้วย
ไม่ว่าปากีสถานจะสามารถเป็นตัวกลางในการทำข้อตกลงระยะยาวได้หรือไม่ สงครามครั้งนี้และผลกระทบที่เกิดขึ้นกำลังกำหนดโฉมหน้าของตะวันออกกลางใหม่
เมื่อมีคำสั่งให้โจมตีอิหร่าน ทรัมป์และประธานาธิบดีเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านกำลังจะเกิดขึ้น แต่นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง แม้ว่าสหรัฐและอิสราเอลจะตีความว่า การสังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่านว่าเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบใหม่ก็ตาม
ด้านฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอิหร่านภายในประเทศ ซึ่งเคยหวังว่าระบอบนี้จะล่มสลาย ก็คงไม่ได้รู้สึกมั่นใจด้วย เพราะไม่แน่ชัดว่าสงครามจะจบลงเช่นไร โดยอิหร่าน ซึ่งสหรัฐและอิสราเอลประกาศกร้าวว่า จะทำลายล้างจนล่มสลาย ตอนนี้กำลังเป็นหุ้นส่วนเต็มตัวในการเจรจา ทั้งที่เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขอยู่เลย
อีกทั้ง ยังไม่ชัดเจนว่าการเจรจาที่อิสลาบามัดจะแตกต่างจากการเจรจาระหว่งสหรัฐและอิหร่านที่เจนีวาอย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะมีความคืบหน้า ก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะกลับมาเปิดฉากสงครามกับอิหร่านอีกครั้ง โดยที่เจนีวา ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงใหม่ในประเด็นนิวเคลียร์ รวมถึงชะตากรรมของคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน ซึ่งอาจถูกนำไปใช้สร้างอาวุธนิวเคลียร์
ทว่า ประเด็นที่มีแนวโน้มสูงว่าจะอยู่ในการเจรจาคือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์ใหม่ของอิหร่าน หากสหรัฐและอิสราเอลกลับไปทำสงครามอีกครั้ง อิหร่านได้แสดงให้เห็นว่าสามารถปิดช่องแคบนี้ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลก
จีนเป็นประเทศที่มีบทบาทในช่วงก่อนการหยุดยิง ซึ่งบ่งชี้ว่าจะมีอิทธิพลอย่างมากในการเจรจาที่อิสลามาบัดด้วย และจะยิ่งเสริมอิทธิพลของจีนในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี คำพูดเสียดสีของทรัมป์ได้
ภาษาที่ทรัมป์ใช้ก็จะส่งผลกระทบตามมาเช่นกัน มันได้สร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์กับพันธมิตร โดยเฉพาะกับองค์การป้องกันสนธิสัญญาแอนแลนติกเหนือหรือ นาโต รวมถึงการที่ทรัมป์โจมตีนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ของสหราชอาณาจักร และการเยาะเย้ยกองทัพเรือสหราชอาณาจักรด้วย
นอกจากนั้น ประเทศอ่าวอาหรับจะไม่ตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐ แต่จะทบทวนความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐใหม่ และการที่ทรัมป์ใช้ถ้อยคำข่มขู่ซึ่งอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม รวมถึงการโจมตีที่อาจเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่ออารยธรรมทั่วโลก ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับทัศนคติของทรัมป์ต่อกฎหมายและศีลธรรม




