วรงค์ ซัด ไม่ใช่แค่แพงแต่คือปล้นชาติ ชี้น้ำมันอาจหายถึง 727 ล้านลิตร จี้นายกฯ ตัดผลประโยชน์พวกพ้อง

เมื่อเวลา 12.25 น. วันที่ 9 เมษายน ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายต่อร่างนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นพลังงาน และน้ำมันในคำแถลงนโยบายว่า แม้รัฐบาลระบุชัดว่า จะบริหารจัดการเพื่อบรรเทาผลกระทบให้ประชาชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันดีเซลขาดแคลน เป็นบทเรียนสำคัญที่รัฐบาลต้องศึกษาอย่างจริงจัง เพราะไม่ใช่เพียงปัญหาราคาแพง แต่เป็นเรื่องอันตรายถึงขั้น “ปล้นน้ำมันของชาติ” หากมีการบริหารจัดการผิดพลาดหรือปล่อยให้เกิดการทุจริต

นพ.วรงค์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันมาแล้วรวม 8 ครั้ง เพิ่มขึ้น 20.80 บาท จากลิตรละ 29.94 บาท เป็น 50.54 บาท แม้ภายหลังจะมีการปรับลดลงบ้าง แต่ก็สะท้อนความไม่เป็นธรรมกับประชาชนอยู่ดี และยังมีข้อสงสัยอย่างมากต่อปัญหาน้ำมันขาดแคลนว่า อาจมีการโกงน้ำมันเกิดขึ้นในระบบ โดยยกตัวอย่างกรณีน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ใน จ.สุราษฎร์ธานี ที่หายไปถึง 57 ล้านลิตร พร้อมตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลจริงใจในการปราบปราม ก็ควรตรวจสอบให้ชัดว่าโรงกลั่นส่งน้ำมันไปให้ใครบ้าง เพราะมีผู้ค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย และไม่จำเป็นต้องทำเรื่องให้ซับซ้อนก็จะรู้ได้ว่า “ไอ้โม่ง” คือใคร

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลตั้งสมมุติฐานผิดมาตั้งแต่ต้น โดยเชื่อว่าประชาชนตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน จึงออกมาตรการแก้ปัญหา 3 ข้อ ได้แก่ การให้ขนส่งน้ำมันได้ 24 ชั่วโมง การยกเลิกมาตรการสำรองน้ำมัน และการเปิดทางให้บริษัท หรือคลังน้ำมันรับน้ำมันจากโรงกลั่นอย่างต่อเนื่อง แต่มาตรการเหล่านี้กลับไม่สามารถแก้ปัญหาที่ประชาชนเผชิญจริงได้ เพราะจนถึงสิ้นเดือนก็ยังพบปัญหาขาดแคลนอยู่ และเมื่อตรวจสอบคลังจ่ายก็ไม่พบความผิดปกติ ทั้งหมดจึงสะท้อนว่ารัฐบาลวิเคราะห์สถานการณ์ผิดพลาด

นพ.วรงค์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่หลายแห่ง พบข้อสรุปตรงกันว่า น้ำมันไม่ได้ถูกส่งจากคลังจ่าย หรือผู้ค้ารายใหญ่ตามมาตรา 7 ไปยังปั๊มน้ำมันตามปกติ โดยเกือบทุกปั๊มสะท้อนเสียงเดียวกันว่า ปริมาณน้ำมันที่ได้รับ ลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียวของภาวะปกติ จนทำให้ประชาชนต้องเข้าแถวรอเติมน้ำมันทั่วประเทศ

นอกจากนี้ นพ.วรงค์ ยังกล่าวถึงคำแถลงของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ระบุว่า ปกติประเทศใช้น้ำมันภาพรวม 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่กลับมีตัวเลขการใช้สูงถึง 85 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นมาราว 20 ล้านลิตร โดยตั้งคำถามว่า ตัวเลขส่วนเกินดังกล่าวมาจากที่ใด ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรมไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมระบุว่า แม้ข้อสันนิษฐานเรื่องความผิดปกติจะเป็นเรื่องถูกต้อง แต่รัฐบาลรับรู้ช้าเกินไป จนสร้างความเสียหายแก่ประชาชนไปแล้ว

Advertisement

สำหรับข้อมูลที่ทีมงานของตนรวบรวม พบว่า ระหว่างวันที่ 23-31 มีนาคม เมื่อนำปริมาณน้ำมันที่กระจายส่งออกจำหน่าย มาเทียบกับเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีปัญหาขาดแคลน พบตัวเลขน้ำมัน “โป่งขึ้น” อย่างผิดปกติ เฉลี่ยวันละ 14.086 ล้านลิตร รวมส่วนเกินสูงถึง 225.378 ล้านลิตร จึงตั้งคำถามว่าน้ำมันส่วนนี้หายไปไหน

ขณะเดียวกัน ปกติในเดือนมกราคม ปริมาณน้ำมันที่ส่งไปตามปั๊มต่าง ๆ อยู่ที่ 51.3 ล้านลิตรต่อวัน แต่จากข้อมูลภาคสนาม พบว่าปั๊มจำนวนมากได้รับน้ำมันไม่ถึงครึ่งหนึ่ง หากคำนวณส่วนที่ขาดหายไปจะอยู่ที่ประมาณ 25.650 ล้านลิตรต่อวัน หรือรวม 410.400 ล้านลิตร ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 16-31 มีนาคม ที่ประชาชนทั่วประเทศต้องต่อแถวเติมน้ำมัน ตนประเมินว่า น้ำมันดีเซลหายไปประมาณ 635.778 ล้านลิตร และหากรวมกับตัวเลขจากหน่วยงานราชการที่พบปริมาณน้ำมัน “โป่ง” ในช่วงเดียวกันราว 317.254 ล้านลิตร บวกกับน้ำมันที่ส่งไปยังปั๊มไม่ครบอีก 410.400 ล้านลิตร จะทำให้ตัวเลขน้ำมันที่หายไปอาจสูงถึง 727.654 ล้านลิตร

“ผมถือว่านี่คือการโกง มีการทุจริตเกิดขึ้นในกระบวนการน้ำมัน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนดูแลระบบน้ำมันของประเทศจะไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ปล่อยให้มีการทุจริต มีการโกงชาติบ้านเมืองเกิดขึ้น สร้างความทุกข์ยากให้กับประชาชน หากในอดีตมีคำว่า จีทูจีเก๊ จากกรณีจำนำข้าว วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ น้ำมันดีเซลเก๊เพราะน้ำมันจากคลังต่าง ๆ ไม่ได้ถูกส่งไปยังปั๊มน้ำมันตามที่ควรจะเป็น และรัฐบาลต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชน” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า นโยบายข้อ 3 ของรัฐบาลเรื่องการปราบปรามทุจริต โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีเคยประกาศชัดว่า พูดแล้วทำจึงขอเรียกร้องให้เริ่มจากการลดสิทธิประโยชน์ทางการเมืองที่เอื้อพวกพ้อง อาทิ การลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณได้ไม่น้อยกว่าปีละ 800 ล้านบาท รวมทั้งเสนอให้ยกเลิกบำนาญ สส. และ สว. เพื่อนำเงินไปใช้เยียวยาประชาชนแทน

“ถ้านายกฯ อยากปราบทุจริตจริง ต้องเริ่มตัดผลประโยชน์ของพวกเราเองก่อน ประชาชนวันนี้อึดอัดและโกรธเคือง เพราะทุกอย่างแพงหมด ยิ่งมาเจอปัญหาทุจริตน้ำมัน ก่อนรัฐบาลแถลงนโยบาย ยิ่งซ้ำเติมความรู้สึกของสังคม หากรัฐบาลเร่งดำเนินการจัดการเรื่องที่โกง และรับฟังคำเตือน ก็อาจอยู่ได้ครบ 4 ปี แต่หากยังเพิกเฉย ไม่ใส่ใจ หรือปล่อยปละละเลย เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้อาจอยู่ได้ไม่นาน” น.พ.วรงค์กล่าว