นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมพิจารณาวาระเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 9 เมษายน ซึ่งเป็นวันแรก โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อ่านคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า หลักการบริหารราชการแผ่นดิน และนโยบายสำคัญของรัฐบาลจะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ , ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสุดท้ายคือยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมเป็น และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ , ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง , ด้านสังคม , ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารภาครัฐการปฏิรูปกฎหมาย ที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น และความสุขให้กับประชาชน ผ่าน 23 ข้อ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความท้าทาย และความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้ และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ หากหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย รัฐบาลพร้อมที่จะเติมเต็ม และทุ่มเทกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน และนำพาประเทศสู่การพัฒนาที่เต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม และเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศในระยะยาว โดยจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย
ต่อมานายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไม่ได้มาจากคณะปฏิวัติรัฐประหาร เพราะรัฐบาลชุดนี้สามารถคุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จทั้งสภาบนและสภาล่าง รวมถึงองค์กรอิสระที่สามารถจัดสรรดุลอำนาจทุกอย่างได้อย่างลงตัว เรียกได้ว่า รัฐบาลชุดนี้แบ่งกันบูรณาการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 5 คลัสสเตอร์ แต่ไม่ได้เป็นแบบที่นายกฯ ได้แถลงไป เป็น 5 คลัสเตอร์ของกลุ่มอำนาจ ไม่มีประชาชนในสมการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน เดินลงจากบังลังก์หทักทาย ส.ส. โดยช่วงหนึ่งนายอนุทิน เดินไปที่บริเวณนั่ง ส.ส. พรรคกล้าธรรม พร้อมนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะสส.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ได้ยกมือไหว้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ก่อนที่ร.อ.ธรรมนัส จะรับไหว้ พร้อมกับที่นายอนุทิน จะยื่นมือไปแตะที่แขนของร.อ.ธรรมนัส แล้วจะพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกันทั้ง 2 ฝ่าย ถือเป็นการพบหน้ากันอย่างเป็นทางการผ่านสื่อครั้งแรก ภายหลังพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ม่นำพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมในครม.ด้วย
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) กล่าวว่า อยากถามนายกรัฐมนตรีว่า เหตุการณ์ลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ และพวก เมื่อช่วงดึกวันที่ 20 มีนาคม หลังจากการโหวตให้นายอนุทิน เป็นนายกฯ โดยได้รับสิ่งตอบแทนคือพบปืนสงคราม 2 กระบอก ยิงไปยังรถของนายกมลศักดิ์ที่กำลังเลี้ยวเข้าบ้าน 33 นัด จากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดและออกหมายจับ
“สิ่งที่น่าตกใจคือรถยนต์กะบะที่ใช้ในในวันก่อเหตุ มีผู้ถือกรรมสิทธิ์คือ สำนักนายกรัฐมนตรี กอ.รมน. นี่คืออะไร ที่บอกว่าการแก้ปัญหาภาคใต้ แก้ด้วย กอ.รมน. ที่มีนายกฯ เป็นผู้อำนวยการ สิ่งที่อยากเรียกร้องคือ ตอนนี้สังคมคิดว่าทำไม กอ.รมน. ปล่อยให้นำรถไปเข่นฆ่า ส.ส.กมลศักดิ์ กับพวกเพราะอะไร และยานพาหนะมีระดับนาวาเอก ลงนามอนุมัติ การดำเนินการกับคนอื่น ใช้กฎอัยการศึก นำคนซักถาม 7 วัน แต่คนที่อนุญาตให้นำรถไป เห็นเหตุการณ์ไม่เคยมาพอ และเป็นทหาร จึงเป็นคำถามต่อนายกฯ และขอให้แสดงความชัดเจน ผู้ใช้ ผู้จ้างวาน ไม่ว่าเป็นใคร ต้องทำให้ปรากฎ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นจุดวัดหลักนิติธรรม” พ.ต.อ.ทวี กล่าว
ต่อมานายกมลศักดิ์ พร้อมด้วย ส.ส.จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมแถลง เร่งรัดนายอนุทินหาผู้บงการลอบสังหาร และให้ติดรถ กอ.รมน.ที่ใช้เป็นพาหนะก่อคดีนี้ โดย นายกมลศักดิ์ ขอบคุณที่ร่วมกันเรียกร้อง และทวงถามหาคำตอบ พร้อมขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง ขอให้พนักงานสอบสวนทำงานเชิงลึกมากกว่านี้ ขออย่าไปยึดเฉพาะคำให้การผู้สอบวินัยอย่างเดียว ข้อเท็จจริงทราบว่าก่อนหน้านี้มีการให้ยืมรถ และมีความพยายามลอบสังหาร ไม่น้อยกว่า 5 -6 ครั้ง แต่หาจังหวะไม่ได้ พร้อมตั้งข้อสังเกต กระบวนการยืมรถของหน่วยงานที่ไม่มีเอกสาร และการเผยแพร่รูปภาพรวมถึงคลิปจากกล้องวงจรปิด แต่กลับไม่ได้นำมาถูกใช้ในการสืบสวนสอบสวน และยังมีความพยายามรีบไปแจ้งความรถหาย จึงอยากให้ชุดสืบสวนพยายามหารายละเอียดเรื่องนี้เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา





