เมื่อวันที่ 9 เมษายน เวลา 20.00 น. น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า การพัฒนาประเทศย่อมต้องให้ความสำคัญกับการทำให้โครงสร้างฐานรากมั่นคง คือการพัฒนาการศึกษาและการเรียนรู้ เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ที่เป็นทรัพยากรสำคัญที่สุด เป็นรากฐานของการพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ ซึ่งหลายทศวรรษที่ประเทศไทยมีความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่ปัญหาเหล่านั้นก็ยังไม่ได้คลี่คลาย โรงเรียนในเมืองและโรงเรียนในชนบทมีมาตรฐานที่แตกต่างกันปัญหาเห็นชัดและสัมผัสได้แต่ยังแก้ไขไม่ได้ ซึ่งปัญหาขาดแคลนครู ในระยะยาวเราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ระบบการศึกษาไทยกำลังแยกเด็กออกเป็น 2 โลก โลกของเด็กในเมืองที่เข้าถึงโรงเรียนที่ดี ครูพอ มีเทคโนโลยี มีการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต และโลกของเด็กโรงเรียนชนบท ขาดแคลนทุกอย่าง แม้กระทั่งอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ
น.ส.จิราพร กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ที่สุดคือจะทำอย่างไรให้โรงเรียนในชนบทมีคุณภาพ การเรียนการสอนเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับโรงเรียนในเมืองหลวง รวมถึงมีทรัพยากรเพียงพอที่จะพัฒนาเด็กให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลอาจต้องลงมือแก้ปัญหานี้ด้วยการเริ่มจากการจัดสรรทรัพยากรใหม่ คือการปรับสูตรคำนวณเงินอุดหนุนรายหัวแบบใหม่ เพราะแบบในปัจจุบันคิดจากนักเรียน โรงเรียนไหนที่มีเด็กน้อยก็จะได้จำนวนน้อย แต่ค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าไฟ ค่าบำรุงอาคารไม่ได้ลดลงตามจำนวนเด็ก ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กทั่วภาคอีสานและทั่วประเทศมีเงินไม่พอจะจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ดังนั้นต้องเพิ่มตัวแปรที่สะท้อนความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่เข้าไปด้วย ทั้งขนาดโรงเรียนหรือพื้นที่รอบข้างมีศักยภาพทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร การปรับสูตรคำนวณงบประมาณจะสามารถทำให้ครูในโรงเรียนขนาดเล็กได้ทำหน้าที่สอนอย่างแท้จริง

น.ส.จิราพร กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและทางใจ เช่น รถรับส่งนักเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานแต่ก็ต้องวิ่งรับส่งเด็กทุกวันเพราะผู้ปกครองไม่มีทางเลือก และไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาจัดการอย่างเป็นระบบ ปัญหานี้ไม่ได้ใช้งบก้อนใหญ่ในการจัดการ เพราะรัฐบาลสามารถดึงเอาสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่เข้ามาช่วยได้ ให้นักศึกษาเข้าไปตรวจสอบแล้วซ่อมแซมที่เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติจริง นอกจากนี้เรื่องความไม่ปลอดภัยที่มาจากผู้ที่ควรจะปกป้องเด็กมากที่สุด ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องปัจเจกบุคคล แต่เป็นเรื่องของระบบที่ยังไม่มีกลไกคุ้มครองเด็กที่เข้มแข็งพอ ตนสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งสร้างกลไกให้เด็กกล้าร้องเรียนอย่างปลอดภัยผ่านการตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพนักเรียนจากครูทำร้ายร่างกาย และล่วงละเมิดทางเพศเพื่อให้เด็กทุกคนมีที่พึ่งที่ปลอดภัย และเป็นอิสระจากสายบังคับบัญชาของโรงเรียน ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน
น.ส.จิราพร กล่าวว่า อีกปัญหาคือการศึกษาไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการที่กระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงเกี่ยวกับทุนมนุษย์และภาคเอกชนยังคงทำงานแยกส่วนกันอยู่ เราสามารถศึกษาแนวทางของประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องด้านการศึกษาอย่างประเทศสิงคโปร์ ที่ได้รวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาวางไว้บนโต๊ะเดียวกัน ทำให้สามารถส่งสัญญาณไปยังระบบการศึกษาได้ว่าตลาดต้องการอะไรล่วงหน้าก่อนที่จะขาดแคลนจริง ประเทศไทยสามารถนำโมเดลนี้มาปรับใช้โดยระยะเริ่มต้นเราจะเริ่มจากตั้งทุนมนุษย์ก่อน ผ่าน Human Capital Superboard โดยรวมเอากระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทุนมนุษย์มานั่งทำงานร่วมกัน เพื่อให้มีคนรับผิดชอบภาพรวมในการกำหนดทิศทางหลักสูตรให้ตรงกับตลาดของประเทศ
“การพัฒนาประเทศจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณภาพของการศึกษาคนในประเทศยังแตกต่างและเหลื่อมล้ำกันมาก การพัฒนาการศึกษาเป็นเรื่องอนาคตของประเทศที่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง และบูรณาการร่วมกันของหลายกระทรวง ขอฝากความหวังกับรัฐบาลในการทำให้โรงเรียนดี ระบบการศึกษาดีมีคุณภาพเพื่อสร้างโอกาสให้กับเด็กไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน” น.ส.จิราพร ระบุ





