
เมื่อวันที่ 10 เมษายน เว็บไซต์ ขแมร์ไทม์ส รายงานว่า ไทยไม่ควรถอนตัวออกจากข้อตกลงทางทะเล เพื่อแก้ไขข้อพิพาทด้านอาณาเขต ที่มีมายาวนานระหว่างกัมพูชาและไทย เพราะการตัดสินใจฝ่ายเดียวเช่นนี้ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงขัดต่อเจตนารมณ์แห่งความร่วมมือระหว่างสองประเทศ
ข่าวระบุว่า รัฐบาลชุดใหม่ของไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เคลื่อนไหวเพื่อยกเลิกบันทึกความเข้าใจ 2544 หรือที่ในไทยเรียกว่า MOU44 ที่ทำร่วมกับกัมพูชา เพื่อจัดการปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย
โดยทางการไทยระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีสาเหตุมาจากความคืบหน้าที่จำกัดตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ทั้งในเรื่องการกำหนดเขตแดน และการเจรจาด้านพลังงาน ซึ่งการยกเลิกนี้จะทำให้ข้อตกลงการแบ่งผลประโยชน์แบบ 50-50 สิ้นสุดลง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ
บันทึกความเข้าใจดังกล่าว เป็นข้อตกลงกรอบการทำงาน ที่ลงนามไว้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันบริหารจัดการและกำหนดขอบเขตพื้นที่ทับซ้อนขนาดประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร ในอ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรพลังงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อแบ่งเขตแดนทางทะเลและพัฒนาทรัพยากรน้ำมันและก๊าซไปพร้อมๆกัน
ในแถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าว ได้สะท้อนถึงเจตจำนงทางการเมืองที่แท้จริง และความตั้งใจร่วมกันของกัมพูชาและไทย ในการแสวงหากรอบความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อนร่วมกัน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตใจ และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ
แถลงการณ์ ระบุเพิ่มเติมว่า MOU 44 เป็นตัวแทนของความปรารถนาดีของทั้งสองประเทศ ในการสร้างเขตแดนทางทะเล ที่ตั้งอยู่บนมิตรภาพ ความร่วมมือ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
ทั้งนี้ ภายใต้ข้อกำหนดของข้อตกลงดังกล่าว MOU ยังมีผลบังคับใช้ต่อไป จนกว่าวัตถุประสงค์ทั้งหมดของข้อตกลงจะบรรลุผลครบถ้วน




