‘เจดี แวนซ์’ กับบทบาทสำคัญ ‘เบื้องหลัง’ สหรัฐ-อิหร่านสงบศึก

เจดี แวนซ์
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ก่อนถึงครบกำหนดเส้นตายไม่ถึง 2 ชั่วโมง ในที่สุดสหรัฐอเมริกาและอิหร่านก็บรรลุข้อตกลง “หยุดยิงชั่วคราว” เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อให้มีการเจรจากันตามข้อเสนอของสองฝ่ายที่เสนอต่อกันก่อนหน้านี้ โดยก่อนหน้านี้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ออกมาขู่อิหร่านด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างทันทีและสมบูรณ์ ภายในวันที่ 7 เมษายน เวลา 2 ทุ่ม ซึ่งตรงกับเวลาประมาณ 8 โมงเช้า วันที่ 8 เมษายนของประเทศไทย “อารยธรรมทั้งหมดจะถูกทำลายดับสูญอย่างไม่สามารถฟื้นกลับมาได้อีก” ซึ่งเป็นประโยคที่ทำให้ทรัมป์ถูกโลกประณาม

การบรรลุข้อตกลงดังกล่าวเป็นผลงานของปากีสถานที่เสนอเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยนับตั้งแต่สงครามทวีความรุนแรงและขยายวงมากขึ้น และแน่นอนว่าการมี “คนกลาง” ก็ทำให้สองประเทศไม่รู้สึกเสียหน้ามากนัก ในประเด็นที่ว่าใครยอมใครก่อน ขณะเดียวกันทั้งสหรัฐและอิหร่านต่างก็โพสต์ข้อความในลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่ใช่ฝ่ายพ่ายแพ้

ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ทางโซเชี่ยลมีเดีย ว่าปากีสถานได้ขอให้เขาระงับการถล่มอิหร่านเอาไว้ก่อน โดยที่ทางอิหร่านตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ปลอดภัย และทันที เหตุผลที่สหรัฐยอมตกลงในครั้งนี้ ก็เพราะเราได้บรรลุจุดประสงค์ทางทหารไปแล้ว และบรรลุเกินเป้าเสียอีก เราได้รับ (Received) ข้อเสนอ 10 ประการของอิหร่านแล้ว และเชื่อว่าเป็นข้อเสนอที่ “ใช้การได้” สำหรับเป็นพื้นฐานในการเจรจา

ส่วนอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ออกแถลงการณ์ในนามสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งอิหร่าน ใช้ถ้อยคำว่า เพื่อตอบสนองคำร้องขอของนายกรัฐมนตรีชารีฟ (แห่งปากีสถาน) ผู้เป็นเสมือนพี่ชาย ประกอบกับการพิจารณาข้อเสนอ 15 ข้อของสหรัฐ อีกทั้งประธานาธิบดีสหรัฐได้ประกาศยอมรับ (Acceptance) เกี่ยวกับข้อเสนอ 10 ประการของอิหร่าน สำหรับเป็นพื้นฐานในการเจรจา ดังนั้นจึงขอประกาศในนามสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งอิหร่านว่า หากอีกฝ่ายหยุดโจมตีอิหร่าน ทางอิหร่านก็พร้อมจะหยุดปฏิบัติการป้องกันตนเอง และในช่วง 2 สัปดาห์นี้การเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยมีความเป็นไปได้ แต่ต้องมีการประสานงานกับกองกำลังของอิหร่าน ภายใต้การพิจารณาข้อจำกัดทางเทคนิค

ตลาดตอบสนองข่าวดีในครั้งนี้แบบ “ขั้นสุด” โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งเป็นวิกฤตใหญ่ของโลกจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยปรากฏว่าราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐดิ่งลงกว่า 16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือกว่า 14% อยู่ที่ 96.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล น้ำมันดิบเบรนต์ลดลงราว 14 ดอลลาร์เช่นกัน หรือเกือบ 13% ไปอยู่ที่ 95.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากที่มีแนวโน้มจะไปสู่ 120 ดอลลาร์ในอีกไม่นาน

Advertisement

ส่วนตลาดหุ้นเอเชีย ดัชนีนิกเคอิของญี่ปุ่นทะยานขึ้นกว่า 2,900 จุด หรือกว่า 5% ไปอยู่แถว ๆ 56,356 จุด ในการซื้อขายระหว่างวัน ส่วนหั่งเส็งฮ่องกงพุ่งขึ้นกว่า 700 จุด หรือ 2.8% Nifty 50 ของอินเดียปรับขึ้น 800 กว่าจุด หรือ 3.5% ตลาดหุ้นล่วงหน้าของสหรัฐก็กระโดดขึ้น 1,000 กว่าจุด โดยที่ตลาดหุ้นสหรัฐนั้นรับทราบข่าวนี้หลังปิดตลาดตามเวลาในสหรัฐไปแล้ว

ก่อนจะยอมหยุดยิงชั่วคราวในครั้งนี้ ทรัมป์เคยกำหนดเส้นตายต่ออิหร่านมาแล้ว ซึ่งครบกำหนดช่วงปลายเดือนมีนาคม แต่ได้ขยายเวลาไป 10 วัน โดยทรัมป์อ้างว่าการเจรจากับอิหร่านเป็นไปด้วยดี ในขณะที่อิหร่านปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาใด ๆ เกิดขึ้น สร้างความสับสนให้กับประชาคมโลกอย่างมาก

Advertisememt

อัลจาซีรา สื่อของกาตาร์รายงานว่า อันที่จริงแล้วท่ามกลางคำขู่และการโจมตีกันและกันนั้น การเจรจายังคงดำเนินต่อไปผ่านช่องทาง “หลังบ้าน” ที่มีปากีสถานเป็นคนกลาง

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้น่าจะอยู่ที่ “เจดี แวนซ์” รองประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งถูกมองว่ามีบทบาทสำคัญในการทำให้สหรัฐและอิหร่านยอมสงบศึกชั่วคราว โดยดูเหมือนอิหร่านจะ “ไว้ใจ” แวนซ์มากกว่า หลังจากถูกสหรัฐ “หักหลัง” ถึงสองครั้ง มีการตลบหลังโจมตีอิหร่านระหว่างการเจรจา ครั้งแรกก็เดือนมิถุนายนปี 2025 ที่สหรัฐและอิสราเอลถล่มอิหร่านในสงคราม 12 วัน

พอมาปีนี้ทรัมป์ส่งสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยทรัมป์ มาเจรจา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ แต่ 2 วันต่อมา 28 กุมภาพันธ์สหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่านครั้งร้ายแรงและสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ดังนั้นอิหร่านจึงระแวงสงสัยว่าทุกครั้งที่สหรัฐขอเจรจามันหมายถึงการซื้อเวลาเพื่อจัดวางกำลังทหารเล่นงานอิหร่าน

แต่เดิมนั้นอิหร่านเห็นว่าในบรรดาคนวงในใกล้ชิดทรัมป์นั้น สตีฟ วิตคอฟฟ์ เป็นพวก “สายกลาง” ไม่สุดโต่งจึงให้การยอมรับระดับหนึ่ง และเมื่อทรัมป์ส่งลูกเขยมาร่วมด้วย อิหร่านก็เชื่อใจมากขึ้นว่าสหรัฐมีความจริงใจ แต่กลับกลายเป็นว่าถูกสหรัฐหักหลังอย่างจัง จึงปฏิเสธที่จะคุยกับสองคนนี้

อย่างไรก็ตามดูเหมือนอิหร่านจะมองแวนซ์แตกต่างออกไป โดยพิจารณาจากจุดยืนของแวนซ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ เช่นในปี 2023 ขณะเป็น สว. แวนซ์เคยเขียนบทความ โดยชี้ว่าความสำเร็จของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดี ส่วนหนึ่งเกิดจากการหลีกเลี่ยงไม่ก่อสงครามใหม่ ๆ และในปี 2024 แวนซ์เตือนว่าการขัดแย้งกับอิหร่านไม่รับใช้ผลประโยชน์ของสหรัฐ และจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างไม่เกิดประโยชน์ครั้งใหญ่

สองวันก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะถล่มอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ แวนซ์ก็ให้สัมภาษณ์ว่า ตนชอบหนทางด้านการทูตมากกว่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าอิหร่านทำอะไรและพูดอะไร

ถึงแม้ในตอนหลังแวนซ์จะไม่คัดค้านจุดยืนของรัฐบาลทรัมป์ แต่ในเบื้องต้นเขาแสดงท่าทีคัดค้านสงคราม และเขาก็ไม่ได้อยู่ในชุดเจรจาของวิตคอฟฟ์และคุชเนอร์ ดังนั้นแวนซ์จึงเป็นตัวเลือกที่ชอบธรรมสำหรับอิหร่าน ในการที่จะนำไปอ้างกับสาธารณชนเกี่ยวกับกระบวนการเจรจากับสหรัฐ

อีกทั้งอิหร่านมองว่าเนื่องจากแวนซ์จะลงชิงประธานาธิบดีสมัยหน้า ดังนั้นเขาจะระมัดระวังจุดยืนของตัวเองเกี่ยวกับสงคราม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง