ถ้าพูดถึงศูนย์การค้าในจังหวัด ‘อุดรธานี’ หลายคนน่าจะนึกถึงที่ไหนกันบ้าง?

เชื่อว่าหลายคนคงตอบว่า ‘ยูดี ทาวน์’ ศูนย์การค้าที่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัด วันนี้ ‘ยูดี ทาวน์’ กลายเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตของคนอุดรอย่างชัดเจนมากขึ้น ทราฟฟิกเฉลี่ยอยู่ที่ราว 15,000 คนต่อวัน และขยับขึ้นเป็นหลักหลายหมื่นคนในช่วงพีค สะท้อนว่าพื้นที่ยังทำหน้าที่เป็น ‘ศูนย์กลาง’ ของเมือง ทั้งในมุมคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว
ในมุมของ ’หนุ่ย-ธนกร วีรชาติยานุกูล’ ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ‘อุดรพลาซ่า’ ผู้บริหารศูนย์การค้า ‘ยูดี ทาวน์’ มองว่า สิ่งนี้เป็นผลจากการวางตำแหน่งให้ ‘ยูดี ทาวน์’ เป็นมากกว่าสถานที่ซื้อของ แต่เป็น “ที่ที่คนต้องมา”
ปัจจุบัน รายได้หลักของ ‘ยูดี ทาวน์’ ยังคงมาจากค่าเช่าถึง 80-90% โดยสัญญาเช่ามาตรฐานอยู่ที่ 3 ปี และ 3+3 ปีสำหรับแบรนด์ใหญ่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือการเลือก Tenant Mix (การจัดสรรผู้เช่า) ที่ไม่ได้เน้นแฟชั่นเป็นตัวนำอีกต่อไป ‘หนุ่ย’ อธิบายว่า ‘ยูดี ทาวน์’ เลือกโฟกัสร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และบริการไลฟ์สไตล์เป็นหลัก ขณะที่แฟชั่นจะเป็นกลุ่มสตรีทและบิวตี้
เมื่อห้างต้องเปลี่ยน ตามพฤติกรรมคนที่ไม่เหมือนเดิม
เมื่อโครงสร้างเปลี่ยน วิธีที่คนใช้พื้นที่ก็เปลี่ยนตาม แม้เศรษฐกิจจะยังมีแรงกดดัน แต่ยอดใช้จ่ายต่อหัวยังอยู่ที่มากกว่า 800 บาทต่อครั้ง และยังรักษาระดับได้ ปัจจัยสำคัญมาจากการออกแบบพื้นที่ที่เข้าง่าย ออกง่าย โดย ‘หนุ่ย’ ย้ำว่า ในวันที่คนมีเวลาจำกัด ความสะดวกแบบนี้ทำให้เขายังเลือกแวะมาได้บ่อย แม้จะไม่ได้ใช้เวลานานเหมือนเดิม
สิ่งที่เห็นชัดขึ้นคือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป คนไม่ได้มาเดินเล่นแบบไร้จุดหมายอีกต่อไป แต่มีเป้าหมายชัด ใช้เวลาน้อยลง และตัดสินใจเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็ใช้ชีวิตแบบเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น การที่ ‘ยูดี ทาวน์’ เป็นศูนย์การค้าแบบเปิดจึงกลายเป็นข้อได้เปรียบ ‘หนุ่ย’ มองว่าคนรู้สึกสบายและปลอดภัยมากกว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่ปิด โดยเฉพาะในโลกหลังโควิด
ขณะเดียวกัน อีกแรงขับสำคัญที่ทำให้พื้นที่ยังคึกคัก คือกลุ่มวัยรุ่น และ Gen Z ที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายต่างจากเดิม ‘เอิร์น-อภิชา วีรชาติยานุกูล’ กรรมการผู้จัดการ ‘อุดรพลาซ่า’ อธิบายว่า คนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตแบบไลฟ์สไตล์มากขึ้น ต้องการแสดงตัวตน และใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์ การมาศูนย์การค้าจึงไม่ใช่แค่การซื้อของ แต่เป็นการมาทำกิจกรรม ถ่ายรูป และแชร์บนโซเชียล
เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน บทบาทของ ‘ยูดี ทาวน์’ ก็ถูกนิยามใหม่ให้เป็น ‘Meeting Place’ หรือ “จุดนัดพบของเมือง” เป็นพื้นที่ที่คนมาเจอกัน มาแสดงตัวตน และถูกมองเห็น ซึ่งเป็นแนวคิดตั้งต้นที่ถูกต่อยอดมาสู่การพัฒนาในรูปแบบ mixed-use เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ครบมากขึ้น
เติมเต็มอีโคซิสเต็มด้วยโรงแรม-ศูนย์ประชุม
ขณะที่ธุรกิจโรงแรมและศูนย์ประชุมอย่าง ‘โรงแรมโมโค’ และ ‘ศูนย์ประชุมนานาชาติ มลฑาทิพย์ ฮอลล์’ ก็ได้เข้ามาเชื่อมอีโคซิสเต็มเข้าด้วยกัน
‘เอิร์ธ-ภาสกร วีรชาติยานุกูล’ กรรมการผู้จัดการ ‘ธนาทิพย์ 456’ ผู้บริหารโรงเเรมโมโค และศูนย์ประชุมนานาชาติ มลฑาทิพย์ ฮอลล์ อธิบายว่า เป้าหมายคือทำให้การเดินทางของคนที่มาอุดรธานี “จบในที่เดียว” ทั้งที่พัก อาหาร และไลฟ์สไตล์
โดยโรงแรมมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 75-80% และขึ้นไปถึง 98% ในช่วงพีค กลุ่มลูกค้าหลักยังเป็นคนไทยประมาณ 80% โดยวางตำแหน่งเป็นโรงแรมพรีเมียมบูทีคที่เน้นความแตกต่างด้านดีไซน์และประสบการณ์
ขณะที่ศูนย์ประชุมเข้ามารองรับดีมานด์จากตลาด MICE (การจัดประชุม ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล งานแสดงสินค้า และอีเวนต์ธุรกิจ) ที่กำลังเติบโต โดย ‘เอิร์ธ’ มองว่า การที่อุดรธานีเริ่มมีงานประชุมขนาดใหญ่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การใช้จ่ายไม่ได้อยู่แค่ในโรงแรม แต่กระจายไปยังธุรกิจรอบข้างด้วย
แม้การแข่งขันในธุรกิจโรงแรมจะมีอยู่ แต่ภาพที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่การแข่งขันแบบตัดราคาเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการในพื้นที่เลือก “ร่วมมือ” กันมากขึ้น ‘เอิร์ธ’ เล่าว่า ในช่วงที่มีงานใหญ่และความต้องการห้องพักเกินกำลัง โรงแรมต่างๆ จะช่วยกันกระจายลูกค้า เพื่อให้สามารถรองรับดีมานด์ได้เต็มที่
อุดรธานี กับบทบาทใหม่ของเมืองศูนย์กลาง
จากมุมมองของกลุ่ม ‘อุดรพลาซ่า’ จะเห็นได้ว่า ‘อุดรธานี’ กำลังขยับขึ้นเป็นศูนย์กลางการเดินทางและเศรษฐกิจของภูมิภาค ด้วยจำนวนผู้ใช้สนามบินราว 2 ล้านคนต่อปี รวมถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการดึงงานขนาดใหญ่เข้ามาในอนาคต
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘ยูดี ทาวน์’ จึงไม่ใช่แค่การปรับตัวของศูนย์การค้า แต่เป็นการขยับบทบาทไปสู่ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ของเมืองในอีกแบบหนึ่ง ที่เชื่อมทั้งการใช้ชีวิต การท่องเที่ยว และธุรกิจเข้าด้วยกัน
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




