เมื่อวันที่ 10 เมษายน นายชวภณ วัธนเวคิน สมาชิกพรรคการเมืองและสมาชิกตัวแทนในรัฐสภา อภิปรายสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในด้านต่างประเทศและความมั่นคง เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ว่า ตนขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งถือเป็น “มาตรฐานทองคำ” ในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ฝ่ายนิติบัญญัติพร้อมเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” โดยคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อติดตามการดำเนินงานเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยเฉพาะ ซึ่งมี นายโสภล มโนมายา เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ทั้งนี้ ได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อปรับปรุงกฎหมาย เช่น กฎหมายการแข่งขันทางการค้า ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและปิดช่องว่างเชิงนโยบายที่อาจเป็นอุปสรรค
นายชวภณ กล่าวว่า การเข้าสู่ OECD ไม่ใช่เพียงการเพิ่มชื่อไทยในเวทีโลก แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างภายในประเทศใน 3 ด้านสำคัญ คือ ด้านเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลกผ่านกฎกติกาที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ, ด้านการบริหารภาครัฐ ลดขั้นตอนราชการ เพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน และขจัดปัญหาคอร์รัปชัน และ ด้านคุณภาพชีวิต ยกระดับการศึกษา สวัสดิการแรงงานที่เป็นธรรม และการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยวุฒิสภาพร้อมทำหน้าที่เป็น “สะพานสู่มาตรฐานสากล” จะไม่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่จะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับรัฐบาลในการร่วมศึกษาและตรากฎหมายที่เอื้อต่อการยกระดับประเทศ พร้อมทั้งจะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะอย่างเข้มข้นเพื่อให้การปรับตัวเข้าสู่มาตรฐาน OECD สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย
“การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้เล่นสำคัญที่เข้มแข็งในเวทีโลก และช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ทัดเทียมกับประเทศพัฒนาแล้ว เพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูกหลานสืบไป” นายชวภณ กล่าว
ขณะที่ น.ส.เข็มรัตน์ สุรเมธี สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวอภิปรายสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการนำประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ว่า นี่คือการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ยกระดับจาก “ผู้เดินตาม” สู่ “ผู้ร่วมกำหนดกติกาโลก” ซึ่งการที่ OECD ตอบรับคำขอเข้าเป็นสมาชิกของไทยเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา เป็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกยังคงเชื่อมั่นในประเทศไทย การเข้าเป็นสมาชิกซึ่งมีประเทศชั้นนำ 38 ประเทศที่คุม GDP เกือบครึ่งโลก จะช่วยเปิดประตูธุรกิจ เพิ่มเครดิตประเทศ ลดต้นทุนความเสี่ยง และที่สำคัญที่สุดคือจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ไทยต้องปฏิรูปตนเองในสิ่งที่ล้าช้ามานาน เพื่อเปลี่ยนจากผู้เล่นข้างสนามมาเป็น “ตัวจริง” ในเวทีโลก
น.ส.เข็มรัตน์ กล่าวว่า ประโยชน์ 3 ด้านสำคัญที่จะเกิดขึ้นกับคนไทยโดยตรง ได้แก่ 1.ธรรมาภิบาลและการแก้คอร์รัปชัน เพราะมาตรฐาน OECD จะบังคับให้มีระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสระดับสากล และมีกฎหมายเอาผิดการให้สินบนที่เข้มงวด ทำให้การโกงทำได้ยากขึ้น 2.การช่วยคนตัวเล็ก หรือธุรกิจ SMEs ด้วยกติกาที่ยุติธรรมจะช่วยลดการผูกขาดของนายทุนใหญ่ เปิดทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ระดับโลกได้โดยตรง และ 3.คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยกระดับสวัสดิการแรงงานและการดูแลสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
“ขอเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาเป็นหัวเจาะ ปฏิรูปกฎหมาย และเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาให้สมัครเข้าเป็นสมาชิก Global Parliamentary Network ของ OECD เพื่อเรียนรู้การทำงานของสมาชิกรัฐสภาทั่วโลก โดยฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา แต่ต้องเป็นหัวเจาะในการปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยเพื่อรองรับมาตรฐานโลก” น.ส.เข็มรัตน์ กล่าว
น.ส.เข็มรัตน์ กล่าวว่า ขอฝากข้อความถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสำคัญ ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ, การคลัง, พาณิชย์ และศึกษาธิการ ให้ร่วมกันผลักดันนโยบายนี้อย่างเต็มความสามารถตามที่ได้แถลงไว้ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ตามกรอบเวลาที่วางไว้ เพื่อสร้างประเทศที่โปร่งใสและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน






