
รัฐบาลอนุทิน 2 – ในทางภูมิทัศน์รัฐประศาสนศาสตร์ช่วงเวลา 100 วันแรกของรัฐบาลชุดใหม่ถูกยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะตัวบ่งชี้เชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนทิศทางการบริหารประเทศ ศักยภาพของผู้นำในการแปลงนโยบายหาเสียงสู่การปฏิบัติจริง และความสามารถในการสร้างฉันทมติทางการเมืองในช่วงเวลาที่ได้รับความชอบธรรมสูงสุด
โดยบรรทัดฐาน 100 วันแรกมีต้นกำเนิดจากประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในช่วงการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ ระหว่างปี ค.ศ. 1929–1939 ท่ามกลางบริบทของวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ระบบสถาบันการเงินประสบภาวะล่มสลาย อัตราการว่างงานพุ่งสูงถึงร้อยละ 25 และความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อกลไกรัฐอยู่ในระดับต่ำสุด หลายคนคงจำได้ว่า รูสเวลต์ได้แสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองผ่านสุนทรพจน์เปิดตัวอันโดดเด่นในตอนนั้นว่า ว่า “สิ่งเดียวที่เราพึงเกรงกลัวคือความกลัวนั่นเอง” พร้อมทั้งเน้นย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อแก้ไขสถานการณ์
มาตรการเร่งด่วนลำดับแรกที่รูสเวลต์ดำเนินการคือ การประกาศ “วันหยุดธนาคาร” เป็นระยะเวลา 4 วัน เพื่อยับยั้งปรากฏการณ์การแห่ถอนเงินจำนวนมาก (Bank Run) ที่กำลังกัดกร่อนเสถียรภาพของระบบการเงิน
ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลดำเนินการตรวจสอบความมั่นคงของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ควบคู่ไปกับการสื่อสารเชิงนโยบายโดยตรงต่อสาธารณชนผ่านการกระจายเสียงทางวิทยุในรูปแบบที่เรียกว่า “Fireside Chats” ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่ากลยุทธ์ดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ประชาชนนำเงินกลับมาฝากในระบบธนาคารมากกว่าที่ถอนออกไป จนกระทั่งที่ปรึกษาอาวุโสของรูสเวลต์ประเมินว่า “ระบบทุนนิยมได้รับการฟื้นคืนภายในเวลาเพียงแปดวัน”
ในมิติของกระบวนการนิติบัญญัติ รูสเวลต์เรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญโดยทันที และดำรงการประชุมดังกล่าวติดต่อกันเป็นเวลาสามเดือน ภายใต้สภาวการณ์ที่ฝ่ายนิติบัญญัติต่างเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขวิกฤต สมาชิกรัฐสภาจากทั้งสองพรรคต่างระงับการแข่งขันทางการเมืองตามปกติและร่วมมือกันผลักดันกฎหมายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ส่งผลให้ภายในกรอบเวลา 100 วันแรก รัฐสภาสามารถผ่านกฎหมายสำคัญได้ถึง 15 ฉบับ ครอบคลุมการแก้ปัญหาในหลายมิติพร้อมกัน ได้แก่ การจ้างงานสาธารณะผ่าน Civilian Conservation Corps และ การฟื้นฟูอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานผ่าน National Industrial Recovery Act การคุ้มครองเงินฝากผ่านการก่อตั้ง Federal Deposit Insurance Corporation การพยุงราคาสินค้าเกษตรผ่าน Agricultural Adjustment Act
การพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคผ่าน Tennessee Valley Authority และการเสริมสร้างเสถียรภาพระบบธนาคารผ่าน Emergency Banking Act ซึ่งประวัติศาสตร์เจมส์ แมคเกรเกอร์ เบิร์นส์ได้บันทึกไว้ว่านี่คือ การแปลงคำมั่นสัญญาไปสู่กฎหมายในปริมาณมากที่สุดและในระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกระทำมา
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ 100 วันของรูสเวลต์มีลักษณะเฉพาะที่ยากจะเทียบได้นั้นเป็นผลมาจากการบรรจบกันของเงื่อนไขหลายประการพร้อมกัน ทั้งความรุนแรงของวิกฤตที่บังคับให้ทุกฝ่ายละทิ้งตรรกะของการเมืองพรรคพวก เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในรัฐสภาที่พร้อมสนับสนุนวาระของฝ่ายบริหาร และความเข้าใจเชิงยุทธศาสตร์ของรูสเวลต์เองที่ตระหนักว่าอำนาจต่อรองทางการเมืองของประธานาธิบดีจะอยู่ในจุดสูงสุดเฉพาะในช่วงต้นของวาระเท่านั้น
แม้วงวิชาการจะยังคงมีข้อถกเถียงว่านโยบาย New Deal มีส่วนโดยตรงในการยุติภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือเป็นการระดมกำลังในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นตัวแปรชี้ขาด แต่นัยสำคัญเชิงโครงสร้างของมรดกรูสเวลต์นั้นปฏิเสธไม่ได้
กล่าวคือ เขาได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์รัฐบาลขนาดเล็กที่ยึดหลักการปล่อยให้กลไกตลาดดำเนินไปโดยเสรี ไปสู่รัฐบาลกลางที่มีบทบาทแทรกแซงและรับผิดชอบต่อสวัสดิภาพของประชาชนอย่างแข็งขัน และการเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนทัศน์ดังกล่าวยังคงเป็นต้นแบบและรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมโครงสร้างการเมืองและเศรษฐกิจอเมริกัน ให้ใช้ช่วงระยะเวลา 100 วันแรกเป็นมาตรวัดการทำงานมาจนถึงปัจจุบัน
ภาพนัยสำคัญเชิงทฤษฎีของ 100 วันแรกมีความสำคัญในสามมิติหลัก ดังนี้
มิติแรก ทฤษฎีช่วงฮันนีมูนทางการเมือง (Political Honeymoon Theory)
นักรัฐศาสตร์อย่าง Paul Light ในงาน The President’s Agenda: Domestic Policy Choice from Kennedy to Clinton ได้อธิบายว่าผู้นำใหม่ทุกคนได้รับ ทุนทางการเมือง (Political Capital) ในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งประกอบด้วยความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง ความคาดหวังเชิงบวกของประชาชน และความไม่พร้อมของฝ่ายตรงข้ามในการต่อต้าน ทุนดังกล่าวมีลักษณะเสื่อมค่าตามเวลา กล่าวคือ ยิ่งช้าในการนำไปใช้ ยิ่งลดคุณค่าลงเรื่อยๆ ดังนั้นรัฐบาลที่มีประสิทธิผลจึงต้องแปลงทุนทางการเมืองนี้ให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น
มิติที่สอง การส่งสัญญาณนโยบาย (Policy Signaling)
การเมือง การกระทำของรัฐบาลในช่วงแรกทำหน้าที่เป็น “สัญญาณ” ที่เผยให้เห็นตัวตนและลำดับความสำคัญที่แท้จริงของผู้บริหาร ซึ่งต่างจากวาทกรรมหาเสียงอย่างมีนัยสำคัญ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาคเอกชน นักลงทุน และประชาคมระหว่างประเทศต่างอาศัยสัญญาณเหล่านี้ในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์
มิติที่สาม การสร้างโมเมนตัมเชิงสถาบัน (Institutional Momentum)
James P. Pfiffner ในงานเรื่อง The Strategic Presidency: Hitting the Ground Running วิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลสหรัฐตั้งแต่ยุค Kennedy จนถึง Clinton และพบว่าโอกาสที่ดีที่สุดของประธานาธิบดีในการบรรลุเป้าหมายนโยบายคือช่วงเริ่มต้นของวาระ เนื่องจากรัฐสภามีแนวโน้มตอบสนองต่อข้อริเริ่มของฝ่ายบริหารมากที่สุดในช่วงนี้
และเน้นว่าความท้าทายสูงสุดในช่วงเปลี่ยนผ่านคือการต้องดำเนินการทุกอย่างพร้อมกันภายใต้กรอบเวลาที่กระชั้นและแรงกดดันจากสื่อมวลชนและความคาดหวังที่สูงเกินจริงของสาธารณะ และรัฐบาลที่สร้างโมเมนตัมเชิงบวกใน 100 วันแรกจะได้เปรียบในการขับเคลื่อนนโยบายในระยะต่อไป ในขณะที่รัฐบาลที่ประสบปัญหาในช่วงเริ่มต้นมักต้องใช้ทรัพยากรทางการเมืองจำนวนมากเพียงเพื่อรักษาสถานภาพ
แม้ว่าในทางการเมืองไทยจะมีการนำกรอบ 100 วันแรกอย่าไม่กว้างขวางมากนักสำหรับการเป็นมาตรวัดของรัฐบาลในแต่ละชุดคงปรากฎเฉพาะการหาเสียงว่า 100 วันแรกจะทำอะไร เช่น พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งปี 2566
แต่กระนั้นหากนำกรอบทั้งหมดดังกล่าวมาประเมินในแง่การบริหารของรัฐบาลไทยหลังจากการแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 9-10 เมษายนที่ผ่านมาแล้วนั้น ผมมองว่าประชาชนหลายคนคาดหวังอย่างยิ่งที่จะเห็นรัฐบาลกระทำทางการเมือง ในทิศทาง 100 วันแรกเพื่อให้เห็นผลและสร้างผลในการก้าวข้ามวิกฤติศรัทธาสาธารณะที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ขณะนี้ดังนี้
เรื่องแรกคือ เรื่องเศรษฐกิจ เป็นที่ทราบกันดีว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทั้งการลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขัน การหดตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงเกินร้อยละ 90 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่น
ผมมองว่าในเชิงโครงสร้างอาจต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร รัฐบาลอาจต้องปูทางกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเอาประเด็นที่เร่งด่วนและวัดผลได้เร็วที่สุดคือ เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นราคาต้นทุนน้ำมัน ราคาหน้าโรงกลั่น การปรับลดด้วยมาตรการต่างๆ ควรมีความชัดเจน เพราะหากจัดการตรงนี้ได้ก็จะสามารถลดต้นทุนราคาสินค้าที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประกอบกับควรมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้เคยหาเสียงไว้อย่าง “คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ” เพื่อเพิ่มเงินเข้าระบบ ซึ่งหากจะเห็นผลใน 100 วัน ต้องมีความชัดเจนว่าใครได้รับสิทธิ์ วงเงินเท่าใด และใช้ผ่านช่องทางใด
นอกจากนี้ นโยบายด้านเศรษฐกิจเน้นส่งเสริมการลงทุน ลดการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล พร้อมเพิ่มบทบาทเอกชนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
เรื่องที่สอง เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม ผมว่ารัฐบาลสามารถทำได้เลยโดยการรับรองพ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกรอบซึ่งตอนนี้ค้างอยู่ที่ชั้นวุฒิสภา และอยู่ในกรอบ 60วันที่ครม. จะสามารถรับรองกฎหมายเพื่อให้กฎหมายเหล่านี้ไม่ตกไปในการพิจารณา รัฐบาลสามารถแสดงความจริงใจต่อเรื่องนี้ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ
เรื่องที่สามการปฏิรูปกฎหมาย ในการแถลงนโยบายรัฐบาลผูกพันตัวเองว่าจะผลักดัน Super license กฎหมายอำนวยความสะดวกการบริการสาธารณะให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอ Omnibus Law แก้ไขกฎหมายล้าสมัยทางเศรษฐกิจต่อสภาภายใน 1 ปี ใน 100 วันแรก ควรเห็น ร่าง Super license เข้าคณะรัฐมนตรีหรือสภาอย่างน้อย 1 รอบ
เรื่องที่ 4 ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ใน 100 วัน ประชาชนควรเห็นอย่างน้อยจุดยืนที่ชัดเจน ต่อ MOU 2544 ว่าจะยกเลิก เจรจา หรือเดินหน้าอย่างไร เพราะเรื่องนี้ผูกพันกับอธิปไตยและผลประโยชน์ทางพลังงานของชาติ
เรื่องที่ 5 เรื่องรัฐธรรมนูญ ผลประชามติออกมาว่าประชาชนเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่แล้วในนโยบายที่แถลงต่อสภาฯ ยังไม่ปรากฏในคำแถลงของรัฐบาล เรื่องนี้หากรัฐบาลเริ่มต้น kick off ตามสัญญาประชาคมที่ให้ไว้และประชาชนแสดงเจตจำนงไว้จะเป็นการขับเคลื่อนภาพลักษณ์ให้กับรัฐบาลอีกทาง
ท้ายที่สุด 100 วันไม่ใช่การวัดว่าทำสำเร็จแต่คือการวัดว่า สามารถทำได้จริงหรือเพียงแค่การเทคนิคการหาเสียง รัฐบาลอนุทิน 2 เริ่มต้นท่ามกลางแรงกดดันจากสภาพเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งชายแดน บทพิสูจน์ต่อเรื่องนี้หลังจากนี้ไปจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนนโยบายที่ประกาศ แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่นและเรียงลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประชาชนเชื่อว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ด้วยผู้นำที่เข้าใจปัญหา กล้าตัดสินใจ และพร้อมรับผิดชอบต่อสาธารณะ




