
เมื่อเวลา 22.25 น. วันที่ 10 เมษายน ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกลที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งสำนวนคดีต่อศาลฎีกาเมื่อวันที่ 9 เมษายน พรรคประชาชนจะมีการประชุมใหญ่พรรคเมื่อไหร่ ว่า การประชุมพรรคจะมีอยู่ขึ้นทุกปี ไม่ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการรับมือกับเรื่องนี้ ส่วนแนวทางในการรับมือจะเป็นอย่างไร ตนคิดว่าทีละขั้นทีละตอน ตอนนี้เข้าใจว่ามีการส่งเรื่องไปที่ศาลแล้ว เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา เราได้ทำคำร้องเพื่อขอว่าศาลรับ ก็ขอให้ไม่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะเห็นว่าแม้การปฏิบัติหน้าที่ของ 10 สส. ของเราไม่ได้อยู่ในสถานะที่มีความเสี่ยงที่จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานอะไรที่จะไปกระทบต่อคดี ดังนั้น คิดว่า เป็นแนวทางที่ไม่น่าจะทำให้กระบวนการนั้นจะเป็นปัญหาการแต่อย่างใด ดังนั้น ก็ไปทีละขั้นทีละตอน หากสมมุติว่าศาลมีการรับคำร้อง และมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จริง แนวทางในการรับมือกับเหตุการณ์ ส่วนนั้นเราชี้แจงไปหลายครั้ง และมีแผนรองรับทุกสถานการณ์อยู่แล้ว
เมื่อถามว่า ส่วนจะประชุมใหญ่จะเป็นวันไหนนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจ เดี๋ยวขอรอข้อมูลอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ตนไม่ได้มีอะไรปิดบัง แต่ไม่อยากให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน
เมื่อถามว่า เลขาธิการพรรคจะลาออกหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้จะมีการลาออกอยู่แล้ว ตามที่เลขาธิการพรรคได้ให้คำพูดไว้ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่อง 44 สส. และ สส. ทั้ง 10 คน ก็จะทำหน้าที่จนถึงวินาทีที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะท้ายที่สุดแล้วคนที่เลือก 10 สส. เข้ามา ก็คือพี่น้องประชาชน ดังนั้น หน้าที่เราคือการตอบแทนความไว้วางใจดังกล่าว
ต่อข้อถามว่า ใช้กระบวนการใดในการขอให้ไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นช่องทางที่ยื่นไปที่ศาลฎีกา หากรายละเอียดขอให้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย มาชี้แจงดีกว่า เพราะท้ายที่สุดแล้วศาลจะเห็นตามหรือไม่ ก็เป็นดุลพินิจของศาล และคาดว่ามีการยื่นไปแล้ว
เมื่อถามว่า ช่วงสงกรานต์กังวลว่าจะมีมือมืดในการเร่งรัดคดีหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราคงไม่สามารถรู้ได้ว่ามีใครพยายามทำให้กรอบเวลา ต่างจากมาตรฐานเดิมหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงคือ หากไปดูคดีที่มีลักษณะคล้ายกัน เข้าใจว่าระยะเวลาแต่ละจุดที่ ป.ป.ช. ส่งเรื่องที่ศาล และศาลรับคำร้อง จะอยู่ที่ประมาณ 1 เดือน ดังนั้น จะใช้เรื่องนี้ให้เป็นเกณฑ์อ้างอิงได้ แต่มีอีกคดีที่อยากชวนทุกคนจับตาดูว่าจะมีการเร่งรัดหรือไม่นั้น และจะมีผลออกมาอย่างไร คือคดีที่ตอนนี้ค้างอยู่ที่ กกต.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการฮั้ว สว. และตอนนี้มี 2 ความเห็น คือของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่เห็นว่ามีมูลสั่งฟ้องไปที่ศาล แต่ก็มีความเห็นหนึ่ง ของคณะวินิจฉัยที่ 36 ที่บอกว่าไม่ควรมีการฟ้องใครเลย ดังนั้น ต้องรอดูอย่างใกล้ชิดว่า ทาง กกต.จะมีมติตามความเห็นของภาคส่วนไหน และหากอ้างอิงมาตรฐานในอดีต มันมีคดีที่ กกต. มีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล จากหลักฐานเพียงแค่การคุยไลน์กันระหว่างสองคนว่าขอแลกเปลี่ยนคะแนนไม่กี่ข้อความ ซึ่งตนเองเชื่อว่า หลักฐานนี้อยู่ในสำนวนครั้งนี้น่าจะค่อนข้างชัดเจนกว่าครั้งนั้นด้วยซ้ำ และเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสงสัย หาก กกต. รอบนี้ไม่มีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล





