
เมื่อเวลา 22.25 น. วันที่ 10 เมษายน ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น แต่กลับถูกนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทําหน้าที่เป็นประธานการประชุมขณะนั้น ปิดประชุมไปก่อนได้ใช้สิทธิพาดพิงว่า การใช้สิทธิพาดพิงในที่ประชุมสภา แต่ประธานสภาไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ เพราะสิทธิการประท้วงสามารถยกมือได้ตลอดตามข้อบังคับ ตนเองให้เกียรตินายกรัฐมนตรีไม่อยากขัดจังหวะ จึงขอใช้สิทธิพาดพิงในตอนท้าย และได้มีการยื่นแจ้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ไปแล้ว เพื่อให้แจ้งกับประธานสภาต่อไป
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า มี 2 ประเด็นที่ถูกพาดพิงให้เกิดความเสียหาย ประเด็นแรกคือที่บอกว่าตนไม่ทําการบ้านทั้งที่เรื่องนั้นไม่รู้หรือว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถูกมอบหมายให้อยู่ภายใต้คลัสเตอร์ของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องคลัสเตอร์สังคมและสวัสดิการ
นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า ตนรู้และตนอภิปรายแบบนั้น นั่นแหละคือประเด็น ที่จะบอกว่าถ้ารัฐบาลจะแบ่งคลัสเตอร์ โดยยึดภารกิจของประเทศเรื่องนี้จึงควรอยู่ภายใต้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบ แต่เพราะนายกฯมอบให้นายยศชนัน สะท้อนว่าการแบ่งคลัสเตอร์ไม่ได้คิดถึงโจทย์ของประเทศ แต่คิดถึงโจทย์ทางการเมือง กลับเอาไปอยู่ใต้สังคมสวัสดิการ เพียงเพราะนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาจากพรรคเพื่อไทย
“คนที่ไม่ได้ทําการบ้านไม่ใช่ผม แต่ถ้านายกฯฟังแล้ว ไม่รู้ว่าตั้งใจฟังหรือเปล่า หรือฟังแล้วไม่เข้าใจ เลยยิ่งยืนยันว่ามีการมอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ภายใต้คลัสเตอร์ของนายยศชนัน ย้ำว่าคนที่ไม่ได้ทําการบ้านไม่ใช่ผม ไม่รู้ว่าเพราะท่านนายกฯไม่ได้เข้ามารับฟังในห้องประชุมหรือไม่” นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่าท่านไม่พร้อมจะออกมาแสดงความเห็นเรื่องว่ายินดีให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สั่งฟ้อง กรณีการโกงเลือก ส.ว. พร้อมบอกว่าคงไม่มีใครยินดี ความจริงแล้วมี ก็คือตน ที่ถูกทาง กกต.กล่าวหา ยินดีถ้าจะดําเนิน พร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการยุติธรรมทุกประการ คิดว่าคนที่ไม่ได้ทําอะไรผิด พร้อมเข้าสู่กระบวนการทุกรูปแบบ นี่ยิ่งตอกย้ำคําพูดที่นายกรัฐมนตรีทิ้งไว้อย่างสวยหรูว่าพร้อมจะรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย ยิ่งถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง
นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า ส่วนรู้สึกว่าประสบผลสําเร็จเรื่องการตรวจสอบนโยบายมากน้อยแค่ไหนนั้น การตรวจสอบนโยบายเดินหน้าต่อแน่นอน ไม่ได้หยุดแค่วันนี้ แต่สิ่งที่น่าผิดหวังคือในคําชี้แจงของนายกรัฐมนตรี ใช้เวลาส่วนใหญ่ในกาพูดถึงสรรพคุณของตนเอง มากกว่าตอบข้อสงสัยที่ประชาชนมีเกี่ยวกับนโยบายบางอย่างที่อยู่ในเอกสารรายละเอียด หรือหายหายไปจากคำแถลง ทั้งแผนระยะสั้น ระยะยาว ที่นายกรัฐมนตรีแทบจะไม่ได้พูดถึงเลย รวมถึงนโยบายที่มีปัญหา และความชัดเจน แนวทางการรับมือวิกฤติพลังงาน
เมื่อถามว่า กรณีจะติดตามรัฐบาลเสมือนดั่งเงานั้น แปลว่ามีแนวคิดที่จะตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ของพรรคประชาชนขึ้นมาใช่หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า เราจะใช้ทุกรูปแบบในการตรวจสอบ ทั้งกลไกทางสภา และการตรวจสอบจากประชาชนนอกสภาด้วย แต่รายละเอียดขอให้พรรคได้ผนึกก่อนสื่อสาร
นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า สำหรับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญการตรวจสอบการเลือกตั้งนั้น พรรคประชาชนมีการยื่นญัตติไปแล้วเพื่อให้มีการบรรจุเป็นวาระเพื่อตรวจสอบข้อพิรุธเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงการจัดทําข้อเสนอเพื่อปรับปรุงให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ และเป็นธรรม รวมถึง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.คิดว่าน่าจะเป็นพื้นที่ที่ดี ที่พรรคการเมืองทุกพรรค และนักวิชาการจะได้ใช้ข้อมูลที่ผ่านมาให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย และมองถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่าจะทําอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งดังกล่าวจะเป็นไปโดยบริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใสจริง และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกพรรค
นายพริษฐ์กล่าวว่า ส่วนจะมีการตั้งกรรมาธิการนี้ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับที่ประชุม ซึ่งหากฟังจากคําพูดของนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่ ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ให้คํามั่นสัญญาใดเลย แต่สิ่งที่อยากได้คือจุดยืนของท่านคืออะไร ส่วนถ้าตั้งได้ ก็ต้องดูว่าขอบเขตการศึกษาเป็นเช่นไร ต้องมีองค์ประกอบการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย้อนหลัง จะต้องมีการ จัดทําข้อเสนอ เพื่อปรับปรุงกติกา ให้สื่อมวลชนหรือประชาชนสามารถสังเกตการณ์ได้อย่างรัดกุมมากขึ้น รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลใบขีดคะแนน ให้รวดเร็วโปร่งใสครอบคลุม เพื่อวิเคราะห์ต่อได้
“แม้การเลือกตั้งที่ผ่านมา จะผ่านไปแล้ว แต่เราไม่อยากให้เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำ กรรมาธิการชุดนี้จึงมีความสําคัญ ประกอบไปด้วยตัวแทนทุกพรรค และภาคส่วนต่างๆ นอกสภา จึงหวังว่าจะสามารถหาฉันทามติร่วมกัน” นายพริษฐ์กล่าว





