พ่อค้าผลไม้ร้องสายไหมต้องรอด แก๊งมาเฟียเวียดนามยกพวกรุมทำร้าย หลังเข้าไปขายของในพื้นที่

พ่อค้าร้องสายไหมต้องรอด แก๊งมาเฟียเวียดนามยกพวกรุมทำร้าย หลังเข้าไปขายผลไม้ในพื้นที่ซอยสุขุมวิท 24 อ้างยึดพื้นที่แล้วคนไทยห้ามขาย

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 11 เม.ย.2569 นายขวัญ ทองมีค่า อายุ 34 ปี ซึ่งประกอบอาชีพค้าขายมะพร้าว ในซอยสุขุมวิท 24 ได้เข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พร้อมนำคลิปวิดีโอเป็นหลักฐานและแสดงบาดแผลจากการถูกทำร้ายโดยกลุ่มชาวเวียดนาม เหตุการณ์เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่พอใจที่นายขวัญได้แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขายและก่อเหตุทำร้ายคนไทยในพื้นที่สุขุมวิทและทองหล่อ

นายขวัญ เล่าว่า ตนประกอบอาชีพขายมะพร้าวในซอยสุขุมวิท 24 ขณะที่พี่ชายขายอยู่บริเวณปากซอยใกล้สวนเบญจกิตติ โดยทั้งสองได้ทำอาชีพนี้มาเป็นเวลากว่า 1 ปี จนเกิดความขัดแย้งกับกลุ่มชาวเวียดนามที่เข้ามาค้าขายในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม จึงได้แจ้งความกับตำรวจ สน.ทองหล่อ และแจ้งเจ้าหน้าที่เทศกิจเขตคลองเตยให้เข้าตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ กลุ่มชาวเวียดนามมักจะหลบหนีไปก่อน ทำให้นายขวัญเชื่อว่าอาจมีการส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า นอกจากนี้ยังเคยได้ยินว่ากลุ่มดังกล่าวได้มีการจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันก็ตาม พร้อมยังขู่อีกว่าคนไทยไม่สามารถเข้าไปขายของในพื้นที่ที่กลุ่มดังกล่าวยึดครองได้

ผู้เสียหาย เปิดเผยอีกว่า เคยถูกกลุ่มชาวเวียดนามใช้มีดไล่ทำร้ายมาแล้วครั้งหนึ่ง ต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด และเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ตามคลิปหลักฐาน ภายในซอยสุขุมวิท 31 หลังจากที่ตนแจ้งเทศกิจให้เข้าตรวจสอบ กลุ่มต่างด้าวได้เข็นรถหนีไป ตนจึงขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าตามไปดู ก่อนจะพบกลุ่มผู้ก่อเหตุประมาณ 3-4 คน และถูกวิ่งเข้ามาทำร้ายทันที

ในขณะเกิดเหตุ ตนต้องพยายามป้องกันตัว เนื่องจากมีลูกไปด้วย เกรงว่าจะได้รับอันตราย แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุก็ยังไม่หยุด โดยมีหนึ่งในนั้นขี่รถจักรยานยนต์อ้อมมาด้านหลังและชกเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง จากนั้นมีกลุ่มอีก 3-4 คนเข้ามารุมทำร้าย ใช้หมวกกันน็อกฟาด และคาดว่าใช้สนับมือ จนได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้าและมีเลือดไหลจำนวนมาก

นายขวัญ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันเกิดเหตุ โดยระบุว่าเมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง กลับให้ความสนใจกับกลุ่มชาวต่างด้าวมากกว่าผู้บาดเจ็บ และไม่ได้ประสานกู้ภัยให้ ทำให้ตนต้องไปขอความช่วยเหลือเอง ก่อนเข้าแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ

นอกจากนี้ ระหว่างการแจ้งความ ยังมีตำรวจรายหนึ่งกล่าวในลักษณะเตือนว่า “รู้ใช่ไหมว่าพื้นที่นั้นมีอำนาจมืด อย่าเข้าไปยุ่ง เดี๋ยวจะเจ็บตัวเปล่า” รวมถึงมีท่าทีคล้ายเข้าข้างชาวต่างชาติ ทำให้ตนรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งที่เป็นฝ่ายถูกทำร้ายและอีกฝ่ายกระทำผิดกฎหมาย

ซึ่งก่อนหน้านี้ ตนเองก็เคยดำเนินการแจ้งความมาแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ตำรวจมา อ้างว่าตนเองแจ้งความเท็จ และบางครั้งก็อ้างว่า ตนเองไม่มีสิทธิ์อะไรไปกักขังหน่วงเหนี่ยวต่างด้าว ทั้งที่ตนเองประวิงเวลา เพื่อให้ตำรวจมาตรวจสอบ แต่กลับจะเป็นผู้ทำความผิดเสียเอง ยืนยันว่าที่ตนเองไปร้องเรียน หรือให้ตรวจสอบชาวต่างด้าว ไม่ได้มีขัดผลประโยชน์ เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อเหตุแต่อย่างใด

ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ได้เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะประสานไปยังผู้กำกับ สน.ทองหล่อ เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมถึงประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อตรวจสอบการเข้ามาประกอบอาชีพของแรงงานต่างด้าวว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และมีการปล่อยปละละเลยหรือไม่ เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทั้งนี้ จะติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรมต่อไป