
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ตลาดหุ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายน มีความผันผวน ขณะที่ราคาน้ำมันลดลง เนื่องจากนักลงทุนจับตาการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ที่กำหนดมีขึ้นในวันที่ 11 เมษายนนี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ ที่พุ่งขึ้นตามคาด จากการปรับขึ้นของราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นสหรัฐ ได้ปรับตัวขึ้นดีที่สุดในรอบสัปดาห์นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ขณะที่ดัชนีหุ้นเอเชียโดยรวม ทำผลงานดีที่สุดในรอบกว่า 3 ปี หลังจากที่สหรัฐและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ในความพยายามยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 6 สัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงปิดสัปดาห์ลงด้วยความกังวลว่า การเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้นจะสามารถนำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างถาวรได้หรือไม่ โดยอิหร่านได้ย้ำข้อเรียกร้องให้ปลดล็อกทรัพย์สินของตน และเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการโจมตีในเลบานอน ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ขู่จะใช้มาตรการโจมตีเพิ่มเติม หากอิหร่านไม่ยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐ
รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะร่วงลงอย่างมากเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากที่ทรัมป์ยกเลิกแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน แต่การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซราว 1 ใน 5 ของโลก ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติมาก โดยมีรายงานว่า เรือส่วนใหญ่ที่ผ่านช่องแคบในช่วงวันที่ผ่านมา ล้วนมีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน
ทั้งนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมัน ได้ปรับลดลงเมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายน โดยน้ำมันดิบสหรัฐ ปิดที่ 96.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 1.30 ดอลลาร์ ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 95.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 72 เซนต์
ขณะที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.6% ปิดที่ 47,916.57 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.1% ปิดที่ 6,816.89 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็ค เพิ่มขึ้น 0.4% ปิดที่ 22,902.89 จุด
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาทั้งสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 3.6% ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 3% และแนสแด็คพุ่งขึ้น 4.7% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน
ดัชนีหุ้นเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ของ MSCI เพิ่มขึ้น 0.9% และปรับขึ้นรวม 7.3% ตลอดสัปดาห์ ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022




