อนุสรณ์ ชี้ 4 มาตรการเร่งด่วนรบ. รับมือวิกฤตจากงบกลาง 7 พันล. ไม่ตอบโจทย์ บรรเทาได้แค่ระยะสั้น

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 12 เมษายน รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า 4 มาตรการเร่งด่วนรับมือวิกฤตจากงบกลาง 7 พันล้านบาทไม่ตอบโจทย์ เพราะเศรษฐกิจและสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ต้องมุ่งเป้าช่วยเหลือคนยากจน แรงงานอิสระที่มีรายได้ไม่เพียงพอและมีหนี้สินล้นพ้นตัว และกลุ่มผู้ว่างงาน มาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลจะช่วยบรรเทาความยากลำบากและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้ระดับหนึ่งในระยะสั้นเท่านั้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนยังตกต่ำ สิ่งนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล หากไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้ การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและการบริโภคจะไม่ขยายตัว

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า มาตรการให้เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ทั้งการปรับตัวด้านพลังงานและประหยัดพลังงาน คนส่วนใหญ่อาจไม่กล้าก่อหนี้เพิ่มในภาวะเช่นนี้ เพราะมีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้สูงมากอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังเกิดภาวะความไม่มั่นคงในงานเพิ่มเติมเข้ามาอีก ส่วนมาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่ง ในวงเงิน 2,061 ล้านบาทนั้นอาจไม่เพียงพอ เพราะทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงเป็นขาขึ้นไปอีกนาน มาตรการสำหรับ SMEs สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 100,000 ล้านบาท มาตรการผ่อนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างคู่สัญญาภาครัฐต้องมีหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนจากกรมบัญชีกลาง เพื่อไม่ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นเอื้อประโยชน์เครือข่ายบนภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า การใช้มาตรการ 4 ระดับได้ผลดีกว่าในภาวะวิกฤตการณ์พลังงาน การใช้มาตรการเร่งด่วนระยะสั้นเป็นรอบๆ ไป คือระดับที่หนึ่ง ต้องมีมาตรการฉุกเฉิน รวดเร็ว เชิงรุก เป็นการช่วยเหลือในวงกว้าง แต่ต้องมีกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน การมีมาตรการฉุกเฉินเพื่อหยุดการไหลลงของเศรษฐกิจสู่วิกฤตการณ์ แต่ต้องมีกรอบเวลาเพื่อปรับสู่ มาตรการระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการคลังและทำให้เกิดปัญหาวิกฤตฐานะทางการคลังซ้อนขึ้นมาอีก มาตรการในระยะเปลี่ยนผ่าน ถอนมาตรการช่วยเหลือในวงกว้าง มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางและกลุ่มคนยากจน ค่อยๆ ถอนมาตรการอุดหนุนและชดเชยราคา เพื่อส่งสัญญาณให้ทุกคนปรับตัวตามความเป็นจริงของปัจจัยทางเศรษฐกิจ ประหยัดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีมาตรการสร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนให้เกิดการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน ไม่พึ่งพาพลังงานนำเข้าจากตะวันออกกลางมากเกินไป ระดับที่สาม การเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ จากประเทศนำเข้าพลังงาน เป็น ประเทศที่สามารถพึ่งพาตัวเองทางด้านพลังงานได้ ระดับที่สี่ สามารถพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศให้สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาดได้เองโดยไม่ต้องซื้อและนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ นำไปสู่ ความมั่นคง ความยั่งยืน และสามารถทำให้ประชาชน ภาคธุรกิจและภาคการผลิตสามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ในราคาที่ถูก

“ข้อจำกัดฐานะทางการคลัง ปัญหาธรรมาภิบาลจาก Money Politics ความสัมพันธ์การเมืองอุปถัมภ์เข้มข้นแบบเดิม จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายที่รัฐบาลประกาศเอาไว้ โดยเฉพาะจะขัดแย้งต่อหลักการสำคัญที่รัฐบาลประกาศเอาไว้ว่าจะยึดหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เสนอว่ารัฐบาลต้องโปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น กระจายอำนาจ รับมือวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ” รศ.ดร.อนุสรณ์ระบุ

รศ.ดร.อนุสรณ์ระบุว่า นโยบายของรัฐบาลอนุทินระบุว่าจะเก็บอากรสินค้านำเข้าเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศอาจขัดกับข้อตกลงการค้าเสรี และอาจก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติได้ การนำเสนอการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายยังไม่ปรากฏในมาตรการเร่งด่วนรับมือวิกฤตและนโยบายของรัฐบาลก็ไม่ได้มีเรื่องดังกล่าวในรายละเอียด นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจะไม่สามารถดำเนินให้เป็นไปตามเป้าหมายเนื่องจากการปฏิรูปและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง หากไม่มีเจตจำนงทางการเมืองจะไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ และ เจตจำนงนี้ต้องเป็นเป็นไปเพื่อประชาชนคนส่วนใหญ่ หากแกนนำรัฐบาลยังอยู่ภายใต้อำนาจของทุนผูกขาด มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันเป็นพิเศษ ย่อมไม่สามารถทำการปฏิรูปได้อย่างแท้จริง

Advertisement

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า ล่าสุดมีงานวิจัยของเอ็มไอที (MIT) มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา “The Iceberg Index : Measuring Skills-centered Exposure in the AI Economy” โดย Aysh Chopra, Santanu Bhattacharya และคณะ พบว่าเทคโนโลยีเอไอจะพลิกโฉมตลาดแรงงานอย่างกว้างขวาง ขยายวงไปไกลกว่าที่มีการศึกษาได้แต่เดิม แม้นการศึกษานี้มุ่งไปที่ตลาดแรงงานสหรัฐ แต่สามารถนำมาเป็นองค์ความรู้เพื่อสังคมไทยเตรียมความพร้อมและมีนโยบายเพื่อตอบสนองอย่างเหมาะสม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังปรับโฉมตลาดแรงงานของอเมริกาที่มีมูลค่ากว่า 9.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยส่งผลกระทบต่อเนื่องที่ขยายวงกว้างไปไกลกว่าภาคเทคโนโลยีที่มองเห็นได้ชัดเจน เมื่อปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำงานด้านการควบคุมคุณภาพแบบอัตโนมัติในโรงงานยานยนต์ ส่งผลต่อเครือข่ายโลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน และระบบเศรษฐกิจด้านการบริการในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดด้านแรงงานแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำความเข้าใจกับผลกระทบระลอกนี้ได้ เนื่องจากมาตรวัดเหล่านั้นมักวัดผลลัพธ์การจ้างงานหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงกระทันหันขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้วัดจากจุดที่ขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ทับซ้อนกับทักษะของมนุษย์ ก่อนที่การนำมาประยุกต์ใช้จริงได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น

“โปรเจ็กต์ภูเขาน้ำแข็ง (Project Iceberg) เข้ามาจัดการกับช่องว่างนี้โดยใช้ โมเดลประชากรขนาดใหญ่ (Large Population Models) เพื่อจำลองตลาดแรงงานระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นตัวแทนของคนงาน 151 ล้านคน ในรูปแบบตัวแทนอิสระ (autonomous agents) ที่ใช้ทักษะมากกว่า 32,000 รายการ ใน 3,000 เคาน์ตี และมีปฏิสัมพันธ์กับเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์นับพันรายการ โปรเจ็กต์นี้ได้นำเสนอ ‘ดัชนีภูเขาน้ำแข็ง’ (Iceberg Index) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่เน้นทักษะเป็นตัวหลัก เพื่อวัดมูลค่าค่าจ้างของทักษะที่ระบบปัญญาประดิษฐ์ สามารถทำได้ในแต่ละอาชีพ โดยดัชนีนี้จะสะท้อนการเปิดรับทางเทคนิค (technical exposure) ในส่วนที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถปฏิบัติงานตามหน้าที่ได้ ไม่ใช่การพยากรณ์ผลลัพธ์การถูกแทนที่หรือกรอบเวลาในการนำมาใช้งานจริง” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวด้วยว่า ผลวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในปัจจุบันที่มองเห็นได้ชัดเจนและกระจุกตัวอยู่ในด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี (2.2% ของมูลค่าค่าจ้าง หรือประมาณ 211,000 ล้านดอลลาร์) นั้นเป็นเพียง “ยอดของภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น ขีดความสามารถทางเทคนิคจริงขยายตัวลึกลงไปใต้ผิวน้ำ ผ่านระบบปัญญาอัตโนมัติ (cognitive automation) ซึ่งครอบคลุมงานด้านธุรการ การเงิน และบริการวิชาชีพ (11.7% หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์) การเปิดรับนี้มีขนาดใหญ่กว่าสิ่งที่มองเห็นถึง 5 เท่า และมีการกระจายตัวตามภูมิศาสตร์ไปทั่วทุกรัฐในสหรัฐอเมริกา มากกว่าที่จะจำกัดอยู่เพียงศูนย์กลางแถบชายฝั่ง

รศ.ดร.อนุสรณ์เผยอีกว่า ตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจแบบเดิม เช่น GDP รายได้ และอัตราการว่างงาน สามารถอธิบายความผันแปรตามทักษะนี้ได้น้อยกว่า 5% ซึ่งตอกย้ำเหตุใดที่เราจึงจำเป็นต้องมีดัชนีแบบใหม่เพื่อทำความเข้าใจกับระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์ โปรเจกต์นี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำทางธุรกิจสามารถระบุจุดเสี่ยงสำคัญ (exposure hotspots) จัดลำดับความสำคัญของการฝึกอบรมและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และทดสอบมาตรการแทรกแซงก่อนที่จะทุ่มงบประมาณนับพันล้านไปกับการดำเนินการจริง

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า หากผู้ที่เกี่ยวข้องในสังคม รวมทั้งรัฐบาลไทยไม่ทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมต่อผลกระทบของเทคโนโลยีเอไอต่อตลาดแรงงาน ธุรกิจอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจให้ดีพอ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะนำสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงของกิจการจำนวนมากที่ไม่สามารถปรับตัวได้ และ คุณภาพชีวิตของแรงงานที่ย่ำแย่ แทนที่การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีเอไอจะนำมาสู่โอกาสใหม่ๆ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของแรงงาน การเพิ่มขึ้นผลิตภาพอย่างก้าวกระโดด และโอกาสใหม่ๆ ของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ดัชนีและข้อมูลตัวเลขของหน่วยงานทางเศรษฐกิจของทางการที่มีอยู่เวลานี้ของไทยก็ไม่สามารถวัดพลวัตและธุรกรรมของเศรษฐกิจยุคเอไอ หรือ AI Economy ได้เลย เมื่อดัชนีและข้อมูลตัวเลขแบบเดิมไม่สามารถวัดอะไรได้มากนัก ย่อมทำให้การกำหนดนโยบายไม่สอดคล้องกับพลวัตเศรษฐกิจภายใต้ยุคเอไอ การบริหารจัดการเพื่อให้เราได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเอไอย่อมไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเต็มศักยภาพ