‘เอไอ’ความต่าง ส.ส.ยุคใหม่-เก่า วัดประสิทธิภาพอภิปราย?

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีปัจจุบันการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.ยุคใหม่นิยมใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ช่วยเขียนเนื้อหานำมาขึ้นสไลด์และพูดตามสคริปต์ เปรียบเทียบกับ ส.ส.ในอดีตหากจะเป็นดาวสภาต้องอาศัยการบ้านหาข้อมูล มีสำนวนโวหาร วาทศิลป์ในการอภิปราย

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ขณะนี้มีการใช้ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ หรือ Chat GPT ผมสังเกตเรื่องนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะแกนนำคนสำคัญพรรคประชาชน ในการอภิปรายสงสัยว่าใช้ AI มานานแล้ว สมัยยุคนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส่วนตัวแล้วการใช้ AI นั้นใช้ได้ เพราะมีประโยชน์ในแง่ในการประมวลข้อมูลจากระบบ การเรียบเรียงข้อมูล การค้นหาข้อมูล โดยหลักการสามารถใช้เทคโนโลยีได้ แต่การใช้เทคโนโลยีจะต้องนำมาประยุกต์ โดยเฉพาะ ส.ส.จะต้องหัดพรีเซ็นต์ด้วยตนเอง

เพราะเวทีสภาโดยหลักแล้วเป็นการพูดคุย จะต้องแสดงวาทศิลป์ในการโน้มน้าวสมาชิกทั้งหมด แน่นอนหากมีการจัดระบบดี ข้อมูลดี เอกสารดีจะได้เปรียบ จึงอยากจะเห็นบรรดา ส.ส.กลับไปที่หลักการพื้นฐานง่ายๆ เวทีนี้จะต้องพูด ไม่ใช่อ่าน แต่อาจอ่านได้ในข้อมูลที่เป็นรายละเอียดที่มีความซับซ้อน เพราะอาจจะเกิดความผิดพลาดได้ แต่โดยรวมแล้วจะต้องนำเสนอด้วยวาทะหรือการพูด ซึ่งเรื่องนี้พรรคประชาชนผิดพลาดมากๆ ที่ทำให้อรรถรสในการอภิปรายเสียหายไป

Advertisement

ในอดีต ส.ส.แต่ละคนรู้ประเด็นและสามารถนำเสนอด้วยสำนวน และโวหารที่มีการเตรียมตัวกันมา หลังจากมีเทคโนโลยีจึงมีการนำ AI เข้ามาใช้ จึงมีนักการเมืองจำนวนหนึ่งไปให้คุณค่าของ AI จนลืมประเด็นที่จะต้องนำเสนอด้วยตัวเอง ทำให้เห็นภาพอ่านตามโพย อ่านตาม AI ที่เขียนมา ทำให้บรรยากาศในที่ประชุมมีคำหรูๆ คำที่ดูดี แต่ไม่มีจิตวิญญาณของผู้สื่อสาร กล่าวง่ายๆ ไม่มีพลังนั่นเอง เพราะคนที่พูดจะรู้ว่าประโยคไหน คำไหน จะให้เสียงอย่างไรเพื่อขยายพลัง โดยพูดออกมาจากความรู้สึก หากอ่านตามโพยภาษาจะออกมาเรียบๆ จึงทำให้ขาดอรรถรสของภาษาพูด หรือการอภิปราย

ถ้าเปรียบเทียบดาวสภาในอดีตกับปัจจุบัน จะเห็นว่า ส.ส.ในอดีตมีการสื่อสารข้อมูลที่ได้อารมณ์ แต่ข้อมูลอาจจะไม่เด่นเหมือนเช่นปัจจุบัน แต่มีท่วงทำนอง รู้จักจังหวะที่จะสื่อสาร พร้อมทั้งขยี้เพื่อให้ข้อมูลที่อภิปรายออกมาน่าสนใจ แต่ปัจจุบันได้มีการนำ AI มาใช้ ทำให้การสื่อสารขาดความนุ่มลึกในการนำเสนอ จากการนำ AI มาช่วย ซึ่งมีแนวคิดของ AI จะมีตรรกะแบบฝรั่ง ดูได้จากนายพิธาช่วงของการอภิปรายจะแตกต่างจาก คุณเฉลิม อยู่บำรุง, ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อภิปราย ซึ่งการอภิปรายที่นำข้อมูลมาจาก AI มาเสนอโดยตรงทำให้ขาดอรรถรสของภาษาไป การอภิปรายในสภาจริงๆ จะต้องสะท้อนจิตวิญญาณ สะท้อนปัญหา ต้องยอมรับว่า ส.ส.จะต้องมีลักษณะพิเศษกว่าคนอื่นคือ จะต้องเป็นนักพูดเพราะสภาเป็นเวทีของนักพูด

ในการอภิปรายหากนำ AI มาใช้จะช่วยได้เยอะในเรื่องของข้อมูล รวมทั้งจัดระบบระเบียบทำให้มีข้อมูลรอบด้านมากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้อภิปรายจะต้องนำข้อมูลที่ได้จาก AI ไปแปลงด้วย โดยการนำเสนอด้วยบุคลิกของตนเอง ความเห็นส่วนตัวใช้ AI ได้ แต่ต้องนำมาประยุกต์เป็นของตัวเอง ตอนนี้จะเห็นว่า ส.ส.พรรคประชาชน หรือ ส.ส.บางคนของ จ.ชลบุรี เปิดอ่านเลย ไม่ใช่การอภิปรายถือว่าน่าเกลียดมาก

ส่วนการแนะนำหรือสอนเกี่ยวกับการอภิปรายในสภา ผมเชื่อว่าสภานั้นมีโครงการอยู่แล้ว แต่ ส.ส.ไม่ให้คุณค่าความสำคัญ เพราะจะอภิปรายอย่างไรก็ตาม จะอยู่ที่คนสั่งให้ลงมติมากกว่า

ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการอภิปรายของ ส.ส.ในสภา ความเห็นส่วนตัวใช้ AI ได้ แต่ช่วงอภิปรายของแต่ละคนควรมีอัตลักษณ์ของเอกบุรุษที่เป็น ส.ส.ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เพื่อสร้างความโดดเด่นในการนำเสนอข้อมูล บรรดา ส.ส.ที่อภิปรายวกวน จนมีคำกล่าวว่า หากเป็นบริษัทคงถูกไล่ออกไปแล้ว คนเหล่านี้อยากให้เข้าใจระบบรัฐสภาเสียใหม่ ถึงแม้ว่าจะพูดซ้ำซากจำเจขนาดไหน ส.ส.จะต้องมีความอดทนอดกลั้น อย่าใช้ฐานความคิดของเอกชนมาใช้กับระบบรัฐสภา ถ้าคิดว่าเอกชนดีกว่า ก็ควรไปทำงานให้กับเอกชน ส่วนระบบรัฐสภา ระบอบประชาธิปไตย จะต้องอดทนอดกลั้น ในการฟังความเห็นของบุคคลอื่น ปัญหาของเรา อาจจะไม่ใช่ปัญหาของคนอื่น แต่ระบบประชาธิปไตยจะต้องตระหนักไม่ว่าจะเป็นปัญหาของใครหรือของประชาชน ในฐานะ ส.ส.จะต้องอดทนฟัง ไม่ว่าจะเป็นการพูดซ้ำซากจำเจก็ตาม เพราะนี่คือระบบประชาธิปไตย การที่จะนำหลักคิดหนึ่ง มาใช้กับระบบรัฐสภาถือว่าไม่ถูกต้อง

ต้องยอมรับว่าโครงสร้างทางการเมืองของประเทศไทย ไม่ได้ขึ้นกับการอภิปรายว่าเก่งหรือไม่เก่งแต่อยู่ที่ว่าคุณมีเงินที่จะซื้อเข้ามามีตำแหน่งหรือเปล่า ทำให้มี ส.ส.จำนวนมากเป็น ส.ส.มาหลายสมัย แต่ไม่เคยพูดในสภาก็มี อย่างไรก็ตาม หากทำได้ โดยให้ประชาชนเลือก ส.ส.โดยไม่ต้องใช้อามิสสินจ้าง เลือกคนที่มีความสามารถจริงๆ สภาจะได้ ส.ส.อีกแบบหนึ่ง ปัจจุบันเลือก ส.ส.ด้วยเงื่อนไขอื่น จึงได้ ส.ส.แบบที่พรรคสั่งได้ นี่คือความเสียหายของระบบรัฐสภาไทย

ผมมองว่าหาก ส.ส.เอาข้อมูล AI มาอภิปรายเพียงอย่างเดียว ถือว่าใช้ไม่ได้ ไม่สมควรที่จะมาเป็น ส.ส.กินภาษีของประชาชน จึงหวังว่า ส.ส.รุ่นใหม่จะหาตัวเองให้เจอ ว่าตัวเองควรมีบุคลิกภาพการสื่อสารแบบไหน ทุกคนไม่จำเป็นจะต้องไปลอกเลียนแบบกัน อาจจะมีไอดอลได้ ลองฝึกการอภิปรายด้วยตัวเองจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว หลังจากนั้นจึงไปหาข้อมูล AI มาเป็นตัวช่วยเสริม ซึ่งจะทำให้นักการเมืองคนนั้นมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ยุคปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก อยู่ในวิถีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานในแวดวงไหนๆ หรือแม้กระทั่งการจะใช้การตัดสินใจในเรื่องอะไร หากไม่ให้มีการใช้ AI ก็คงจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าอย่างไรที่จะเป็นประโยชน์ เป็นเครื่องมือมาช่วยเสริมการทำงาน ไม่ใช่เป็นการไปคัดลอกหรือว่าใช้ AI ทั้งหมดในการทำงานของ ส.ส. เพราะฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับการใช้มากกว่า ซึ่งยุคนี้ AI มีการใช้ในทุกองค์การแล้ว แต่จะมีสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรมในการใช้ AI นั้นเอง

ในอดีต ส.ส.ที่จะเป็นดาวสภาหรือเป็น ส.ส.ที่มีความโดดเด่นเป็นที่จดจำ จะต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวค่อนข้างมาก ในอดีต ส.ส.หลายคนก็เป็นตำนานจากการทำหน้าที่ในสภา การอภิปรายหรือการมีบทบาททางการเมืองต่างๆ ก็เพราะว่าคนในอดีตไม่ได้มีตัวช่วย หรือสิ่งที่เป็นเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะมาช่วยในชีวิตประจำวันมากเหมือนคนในยุคนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวเป็นหลัก ทำให้ความโดดเด่นเกิดขึ้น เป็นอัตลักษณ์หรือบางครั้งอาจจะเป็นเอกลักษณ์ส่วนบุคคลก็ว่าได้ ทำให้เกิดการสร้างการจดจำให้กับผู้คน ทั้งบุคลิก น้ำเสียง ลีลาการพูด รวมทั้งวิธีการทำงานในสภา แต่เมื่อมาสู่นักการเมืองยุคใหม่ สิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นคือลักษณะทางประชากรศาสตร์ในสภาผู้แทนราษฎร ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน นับตั้งแต่ปี 2562 มาสู่การเลือกตั้งปี 2566 และมาสู่การเลือกตั้งล่าสุดในปี 2569

ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งสะท้อนภาพว่าโครงสร้างลักษณะประชากรศาสตร์ในสภาผู้แทนราษฎรเปลี่ยนทุกครั้ง ในปี 2566 เราเริ่มเห็นคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามา ย้อนไปปี 2562 ก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงให้เราเห็น ส่วนในปี 2569 คิดว่าแม้เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ๆ แต่ก็มีหรือเป็นทายาทตระกูลการเมืองที่ได้รับการอัพเกรดในเวอร์ชั่นใหม่ ไม่ได้เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นนักเลงประจำตำบลอะไรต่างๆ มาในอดีต คนรุ่นใหม่ๆ ก็เป็นทายาทตระกูลการเมืองที่จบการศึกษาดี มีโปรไฟล์ดีๆ จบการศึกษาจากต่างประเทศ มีประสบการณ์ สะท้อนให้เราเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย เช่นเดียวกันกับการใช้ AI ที่จะตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองที่เข้ามาใหม่ ทายาทตระกูลการเมือง หรือนักการเมืองซึ่งไม่ได้มีรากฐานมาจากเรื่องของบ้านใหญ่อะไรเลย เขาก็เติบโตมาในยุคสมัยเดียวกันทั้งนั้น คือ ในยุคสมัยที่เป็นยุคดิจิทัลนั่นเอง

เมื่อการเติบโตมาในยุคสมัยดิจิทัล คนกลุ่มนี้เขาก็โตมาพร้อมกับโซเชียลมีเดียโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นอาจจะคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็คือตัวช่วยหรือผู้ช่วยในยุคใหม่ในการทำงาน AI จึงถูกนำมาใช้เช่นเดียวกับคนในวงการอื่นๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะในวงการทางการเมือง ซึ่งสิ่งนี้มันสะท้อนภาพที่เราเรียกว่า “ภาวะดิสรัปชั่น” หรือการทำให้การเมืองมีความผันผวน ภาวะนี้ท้าทายทุกวงการ ทั้งเศรษฐกิจ วิชาการ การเมือง สื่อมวลชนต่างๆ แต่ว่าเมื่อถูกภาวะดิสรัปชั่นแล้ว เราจะใช้อย่างไรให้เป็นคุณประโยชน์ อยู่บนพื้นฐานทางจริยธรรมและความถูกต้อง การใช้AI ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ต้องใช้อย่างเป็นประโยชน์และอยู่บนพื้นฐานจริยธรรมที่ถูกต้อง และต้องไม่ทำให้เกิดการลดทอนความสามารถของการเป็นผู้แทนราษฎร เพราะถ้าสุดท้าย หาก AI ลดทอนความสามารถส่วนบุคคลของการเป็นผู้แทนราษฎรก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้แทน

ต่อไปทุกอย่างใช้ AI ในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจในการออกกฎหมาย การวิเคราะห์กฎหมาย ซึ่งทำได้ดีกว่ามนุษย์ แต่สิ่งที่ AI ทำไม่ได้เหมือนมนุษย์ ก็คือเรื่องของความมีอัตลักษณ์ เอกลักษณ์เฉพาะบุคคล จริยธรรมหรือการมีความเข้าอกเข้าใจในความเป็นมนุษย์ การพิจารณากฎหมาย การทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติใดๆ เพราะสุดท้ายวันนี้เราจะปฏิเสธว่า จะไม่มีการนำ AI มาใช้เลย มันเป็นไปไม่ได้ เพราะในยุคดิจิทัล AI คือ สภาวะที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางดิจิทัล ในทุกๆ วงการ ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ก็ต้องปรับตัวว่าจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร นับตั้งแต่การใช้เพื่อเป็นประโยชน์ในการทำข้อมูลของพรรคการเมือง การใช้เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ในการหาเสียงเลือกตั้ง การใช้เพื่อวิเคราะห์การทำหน้าที่หรือบทบาทต่างๆ เช่น วิเคราะห์กฎหมาย วิเคราะห์สถานการณ์ วิเคราะห์นโยบาย หรือเสนอแนะแนวทางในการสั่งงานของพรรคการเมือง และตัว ส.ส.เองด้วย ซึ่งมันใช้ได้หลากหลายมิติรวมไปถึงการเป็นพื้นที่สาธารณะในการที่จะแสดงการเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ มันสามารถเชื่อมต่อเข้ามายังพรรคการเมืองได้

อยากเสนอแนะไปยังพรรคการเมืองต่างๆ และ ส.ส.ของแต่ละพรรคการเมืองว่า วันนี้สิ่งสำคัญที่ AI ไม่ได้ทำแทนมนุษย์ คือเรื่องอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ นั้นก็คือ ตัวตนของบุคคลนั้นๆ และลักษณะเฉพาะหนึ่งเดียวของบุคคลนั้นๆ ซึ่ง AI ทำไม่ได้ แม้การใช้AI ที่ใครเขียนพรอมต์ คำตอบก็ออกมาคล้ายกัน แต่มนุษย์แต่ละคนไม่มีทางคล้ายกัน เพราะแต่ละคนมีอัตลักษณ์ของตัวเอง มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เพราะฉะนั้นวันนี้ ส.ส.รุ่นใหม่ๆ แม้ว่าจะเก่งเทคโนโลยีอะไรต่างๆ ก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมคือต้องมีอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของตัวเองในการทำงาน ซึ่งจะทำให้มนุษย์ต่างจาก AI และสามารถทำให้เกิดการทำงานที่น่จดจำ หรือการสร้างผลงานที่เรียกว่าเป็นตำนานในทางการเมืองได้ เป็นภาพสะท้อนให้เห็นได้ว่ามนุษย์ยังจำเป็นอยู่ที่จะต้องเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน ไม่ใช่เป็นผู้แทนของ AI นี่คือสิ่งที่ ส.ส.ต้องตระหนัก

เมื่อเราย้อนกลับไปดูตัวอย่างนักการเมืองรุ่นเก่าๆ จะเกิดคำถามว่า ทำไมวันนี้คนคนหนึ่ง จึงเป็นที่จดจำ เช่น คุณสมัคร สุนทรเวช คุณเฉลิม อยู่บำรุง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รวมทั้งนักการเมืองท่านอื่นๆ ก็เพราะท่านเหล่านั้นมีอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ส่วนตัวที่ทำให้ผู้คนจำได้ นี่คือสิ่งที่ต้องฝากถึงนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ