เมื่อเผชิญมรสุมคลื่นลมการค้าโลก ไทยจะเดินเกมอย่างไร

เมื่อเผชิญมรสุมคลื่นลมการค้าโลก ไทยจะเดินเกมอย่างไร

ภูมิทัศน์โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความผันผวนทางการค้าอย่างรุนแรง โดยเศรษฐกิจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดมาตรการกีดกันทางการค้า การใช้มาตรการคว่ำบาตร การควบคุมห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีและทรัพยากรที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศต่างๆ จำเป็นต้องวางแผนแนวทางการรับมือโดยต้องพิจารณาความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างถี่ถ้วน

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD และสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดแห่งประเทศไทย จัดเวทีสัมมนาวิชาการนานาชาติหัวข้อ “Navigating Global Trade Shifts: Insights from the UNCTAD Trade and Development Report and Strategic Implications for Thailand” สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมโลกที่เสถียรภาพประสบความสั่นคลอนในขณะนี้

นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวว่า ห่วงโซ่อุปทานกำลังเปลี่ยนแปลง บริษัทต่างๆ ไม่ได้คำนึงแค่ต้นทุนเท่านั้น แต่ยังตระหนักในเรื่องความน่าเชื่อถือและความมั่นคง สิ่งนี้สร้างโอกาสให้ประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนและเสริมสร้างบทบาทในเครือข่ายการผลิตระดับภูมิภาค ความเปิดกว้างและความเชื่อมโยงของไทยเป็นจุดแข็งที่สำคัญในสภาพแวดล้อมใหม่ที่เกิดขึ้น

ประการที่สอง สภาวะทางการเงินมีความท้าทายมากขึ้น ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจทั่วโลก ดังนั้น การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าที่ยั่งยืน โดยเฉพาะสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ด้วยเหตุนี้ สินเชื่อการค้าต่างประเทศจึงมีความสำคัญมากขึ้น เพราะจะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารความเสี่ยง รักษาสภาพคล่องและยังคงมีส่วนร่วมในตลาดโลกได้ พร้อมกันนี้ มาตรฐานระดับโลกพัฒนาสูงขึ้น โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัล หลายประเทศกำลังออกมาตรการใหม่ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและข้อมูล การดำเนินงานของประเทศไทยในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

Advertisement

ประการที่สาม เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้า แพลตฟอร์มดิจิทัล ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ กำลังกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมใหม่ๆ ส่งผลให้การลงทุนในทักษะและนวัตกรรมมีความสำคัญมากกว่าเคย

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การค้ายังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี สภาพแวดล้อมรอบด้านมีความซับซ้อนและแตกแยกมากขึ้น จึงมีความสำคัญยิ่งที่จะต้องดำเนินการค้ากับการเงินไปพร้อมกัน ทั้งนี้ ประเทศกำลังพัฒนาส่วนมากเผชิญกับข้อเสียเปรียบเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ความร่วมมือพหุภาคีที่เข้มแข็งมากขึ้น ตลอดจนการบูรณาการการค้า การเงินและการพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญในระดับที่ไม่เคยเป็นมากก่อน

นโยบายการค้าของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ของห่วงโซ่อุปทานและความคล่องตัวทางการค้า สิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่นั้นอาจไม่ใช่โลกาภิวัฒน์ในรูปแบบเดิม แต่อาจเป็น โลกาภิวัฒน์ใหม่ (re-globalization) ซึ่งคือการปรับจัดวางเชิงยุทธศาสตร์ทางการค้า การผลิตและการเงินใหม่ทั้งหมด

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้นำมาซึ่งทั้งความเสี่ยงและโอกาส นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศไม่สามารถดำเนินโดยเพียงลำพังอีกต่อไป แต่ต้องส่งเสริมเป็นพลังซึ่งกันและกัน การทูตเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเข้าถึงตลาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่น เสริมสร้างความยืดหยุ่น สร้างโอกาสใหม่ๆ และขยายความสัมพันธ์ไปยังมิตรและหุ้นส่วนใหม่ๆ ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมได

นโยบายต่างประเทศต้องเริ่มต้นจากภายในประเทศ และท้ายที่สุดต้องสร้างผลลัพธ์กลับมาสู่ประชาชนภายในประเทศ ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศไทย

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้เปิดตัวยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจ โดยมี 3 เป้าหมายหลักด้วยกัน ข้อแรกคือ การสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ในปัจจุบันความเชื่อมั่นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าศักยภาพ นักลงทุนและหุ้นส่วนต้องการความมั่นใจในกฎระเบียบ ทิศทางระยะยาว และที่สำคัญที่สุดคือเสถียรภาพทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงมุ่งปรับปรุงการอำนวยความสะดวกทางการค้า ปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย และทำให้นโยบายของเราสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงด้านความยั่งยืนและสิทธิมนุษยชน การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นดังกล่าวของไทย

ในระดับโลก ประเทศไทยยังสนับสนุนการเสริมสร้างระบบพหุภาคีที่ยึดหลักกติกา (rule-based system) พร้อมกันนี้ ไทยต้องมีกติกาใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งความท้าทายและโอกาสของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ข้อสองคือ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของไทยทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนบทบาทเชิงรุกในการประสานกับนักลงทุนและพันธมิตร เพื่อเปิดโอกาสให้แก่ SMEs และสตาร์ทอัพ ตลอดจนหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับภาคธุรกิจไทย ขณะเดียวกันไทยกำลังลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมการบิน บริการทางการแพทย์ และธุรกิจสุขภาพ

ข้อสุดท้ายคือ การเสริมสร้างความร่วมมือและหุ้นส่วน ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้โดยลำพัง ไทยจึงสนับสนุนความเป็นพหุภาคีแบบเครือข่ายที่มุ่งสร้างความเป็นหุ้นส่วนข้ามภูมิภาค และระหว่างประเทศที่หลากหลาย รวมถึงยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ความร่วมมือเอเชีย (ACD) รวมถึงกลุ่มบริกส์ด้วย

ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การทำงานร่วมกันในฐานะ Team Thailand มีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน เนื่องจากโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพลิกผันไปมาก ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปัจจัยทางภูมิเศรษฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ หากไทยสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็สามารถเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ประเทศก้าวขึ้นในระดับที่สูงขึ้นได้

บริบทโลกปัจจุบันทำให้การค้ามีความเปราะบางอย่างมาก ไทยจำเป็นต้องวางตำแหน่งของตนอย่างรอบคอบภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ขณะเดียวกัน ไทยต้องให้ความสำคัญกับภูมิภาคซึ่งทวีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอาเซียน เพราะไทยไม่สามารถยืนหยัดได้โดยลำพัง นอกจากนี้ ต้องกำหนดให้ได้ว่าจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยคืออะไรเพื่อให้เกิดความโดดเด่นและเป็นพันธมิตรทางการค้าที่ทุกประเทศเลือก และต้องระบุให้ชัดเจนว่า ผลประโยชน์ที่สองประเทศจะมีร่วมกันได้ในห่วงโซ่อุปทานใหม่นั้นคืออะไร เพื่อที่ไทยจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์ที่สำคัญ และต้องสามารถเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานให้กับประเทศคู่ค้าด้วย การค้าไม่ใช่เพียงแค่การขายเท่านั้น แต่เป็นการขายร่วมกันและขายต่อ

ไทยได้วางตำแหน่งตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ให้เป็น ใจกลางของเอเชีย เมื่อประเทศอื่นๆ ต้องการทำการค้า ก็ต้องผ่านไทยเนื่องจากไทยเป็นตรงกลางของภูมิภาคเอเซียนและเอเชีย ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องใช้จุดแข็งนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด

ในปี 2025 สถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศสูงเป็นประวัติการณ์ ตลอดทั้งปีมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวมมูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท เราเห็นคำขอลงทุนจำนวนมากในด้านดาต้าเซ็นเตอร์ การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีชีวภาพและอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ล้วนแต่เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยหล่อหลอมไทยไปสู่ s-curve ใหม่

อีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตคือ การส่งออก ในปัจจุบันไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อยู่ 14 ฉบับ ในปีนี้ ไทยต้องเร่งดำเนินการให้ข้อตกลงจำนวน 3 ฉบับที่ลงนามไปแล้วแต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ มีผลบังคับใช้ได้โดยเร็ว ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทย กับศรีลังกา ภูฏาน และสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ทั้งนี้ ข้อตกลงการค้าบางฉบับลงนามมานานกว่า 30 ปี แต่ภูมิทัศน์ทางการค้าเปลี่ยนแปลงไปมาก จึงต้องมีการปรับปรุงให้มีความสอดคล้องกับบริบทปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการค้าดิจิทัล

ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ อดีตเลขาธิการ UNCTAD และอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO)  กล่าวว่า นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาปกติ และความท้าทายที่เราเผชิญอยู่มีขนาดใหญ่และรุนแรงมาก สิ่งที่ไทยกำลังเผชิญในขณะนี้คือความไม่แน่นอนที่คาดเดาไม่ได้และความผันผวน โดยมีการตั้งคำถามว่า WTO จะทำหน้าที่ได้หรือไม่และจะสามารถอยู่รอดท่ามกลางความท้าทายและแนวโน้มของความแตกแยกที่เกิดขึ้นรอบด้านได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับคุณภาพของความยืดหยุ่น (resilience) ของระบบการค้าโลก

อีกทั้ง การค้าจำเป็นต้องได้รับการปรับโครงสร้างใหม่และดำเนินการในรูปแบบใด ซึ่งเมื่อปี 2025 ได้เดินทางไปที่นครเจนีวาด้วยความคาดหวังว่าจะเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของ WTO ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1995 แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน นั่นก็คือมาตรการภาษีต่างตอบแทนที่สร้างแรงสั่นสะเทือนการค้าโลกอย่างรุนแรง ในช่วงต้นปี มีการคาดการณ์ว่าการค้าโลกอาจเติบโตประมาณ 2–3% หรือราว 2.7% แต่เมื่อมีการประกาศมาตรการภาษีใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ตัวเลขคาดการณ์ก็ถูกปรับลดลงเหลือประมาณ 2.2%

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกในปีที่ผ่านมาได้รับแรงสนับสนุนอย่างมากจากการลงทุนขนาดใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่นอินวิเดีย ไมโครซอฟต์และแอลฟาเบต อิงก์ มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้วย

ในปีนี้สหภาพยุโรปจะเริ่มใช้มาตรการใหม่ที่เรียกว่า กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนหรือ CBAM ซึ่งเป็นมาตรการเก็บภาษีสำหรับสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูง พลวัตที่เกิดขึ้นทำให้ไทยจำเป็นต้องรักษาพื้นที่ทางการคลังเอาไว้ให้เพียงพอเพื่อให้สามารถใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้เมื่อถึงเวลาจำเป็น

นอกจากนั้น ไทยต้องส่งเสริมและมีนโยบายอุตสาหกรรมที่เหมาะสมโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เกษตรอัจฉริยะ ประกอบกับต้องกระจายความเสี่ยงทั้งประเภทสินค้า ตลาดส่งออกและคู่ค้าเพื่อลดการพึ่งพาด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปด้วย

ท่ามกลางมรสุมทางการค้าที่รุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน หากไทยสามารถขับเคลื่อนนโยบายตามแนวทางที่ผู้กล่าวปาฐกถาเสนอไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะไม่เพียงช่วยให้ประเทศยืนหยัดได้อย่างมั่นคงท่ามกลางแรงลมแห่งความผันผวนเท่านั้น หากยังสามารถเดินไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งด้วย