พรรคปช. แถลงการณ์โต้ คำพูด มทภ.4 คดีสส.นราฯถูกลอบยิง ถือว่าไม่เหมาะ

เมื่อวันที่ 14 เมษายน กรณี พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 แถลงผลการสอบสวน น.อ.มนตรี โตประเสริฐ นายทหารสังกัดกอ.รมน. ที่ให้ยืมรถราชการ สุดท้ายพบว่าเอาไปก่อเหตุยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งในการแถลงข่าว ช่วงหนึ่งถูกสื่อถามความเห็นความเกี่ยวข้องของกอ.รมน.กับการดำเนินการกับผู้เห็นต่าง พล.ท.นรธิป ตอบว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ประโยคดังกล่าวทำให้ถูกสังคมตั้งคำถามนั้น

ต่อมา พล.ท.นรธิป ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย inside thailand ว่า มุมมองของตน การปฏิบัติการลักษณะดังกล่าว ถ้าหมายเอาชีวิต ถ้าเป็นมืออาชีพทำ ต้องบรรลุเป้า แต่นี่ผู้เป็นเป้าหมายไม่โดนอะไรสักอย่าง ต้องมีอะไรสักอย่าง ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องไปสอบสวนหาข้อเท็จจริงมาตอบสังคม

เมื่อถามว่า กรณีนายกมลศักดิ์ ถือว่าคนที่ทำเป็นมืออาชีพหรือไม่ใช่มืออาชีพ มีมูลเหตุจูงใจอะไร พล.ท.นรธิป ตอบว่า ต้องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ ไม่อยากชี้นำหรือฟันธง

Advertisement

ถามต่อว่ามีคนโยนอ้างว่าทหารรู้เห็นเป็นใจ แถมใช้รถทหารอีก พล.ท.นรธิป กล่าวว่า เรื่องการใช้รถ คนที่เขาอนุญาตให้ยืมรถก็ยอมรับผิด มีการแถลงแล้วว่าจะมีการดำเนินการคดี ทั้งทางแพ่ง อาญาและวินัยทหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ออกแถลงการณ์ตอนหนึ่งเป็นเอกสารยืนหยัดตามคำแถลงของผอ.รมน.ภาค 4 กรณีการลอบยิงนายกมลศักดิ์ เชื่อมั่นว่า พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จะนำมาซึ่งคำตอบที่ชัดเจน ว่า หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุการณ์ดังกล่าว ความจริงต้องถูกพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยความรู้สึก

ด้านพรรคประชาชาติ (ปช.) ออกแถลงการณ์ระบุว่า คดีคนร้ายใช้รถราชการในสังกัด กอ.รมน. ลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคปช.ขอนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมว่า พรรคปช.จะติดตามความคืบหน้าทางคดีอย่างใกล้ชิด คดีนี้มีหลักฐานยืนยันว่า รถยนต์ที่ระบุชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองคือ สำนักนายกรัฐมนตรี (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) นำรถออกไปใช้งานหลายครั้งเพื่อก่อเหตุ

ทราบว่าจากคำรับของผู้ต้องหาบางคนยืนยันนำไปใช้ก่อเหตุจำนวนหลายครั้ง เป้าที่จะสังหาร คือนายกมลศักดิ์ ผู้แทนราษฎรและนักกฎหมายที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นการคุกคามสถาบันนิติบัญญัติและทำลายกระบวนการสันติภาพ การใช้กลไกความมั่นคงมาทำลายผู้ที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นพฤติกรรมแบบรัฐซ้อนรัฐที่ไม่อาจยอมรับได้ในระบอบประชาธิปไตย

แถลงการณ์ของพรรคยังกล่าวถึงคำที่แม่ทัพภาคที่ 4 พูดว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ถือเป็นการสื่อสารย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิงกับนโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งกับพื้นที่ๆใช้กฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และโครงสร้างกอ.รมน. ที่ทหารมีอำนาจล้นเบ็ดเสร็จ การใช้พาหนะหลวงกอ.รมน. มาก่อเหตุ ได้กลายเป็นเกราะกำบังให้กลุ่มอิทธิพลทำผิดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย และตามข้อเท็จจริง ทหารรับผิดชอบสูงสุดในการแก้ปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้โดย กระทรวง ทบวง กรม อื่นๆ จะต้องดำเนินภายใต้ กอ.รมน. และทหารทั้งหมด

พรรคทราบข่าวว่านายกรัฐมนตรีจะมาดูที่เกิดเหตุและมาที่บ้านนายกมลศักดิ์ จ.นราธิวาส ในวันที่ 17 เมษายน พรรคขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี และได้มอบหมายให้นายกมลศักดิ์ ให้ข้อมูลสำคัญทางคดี เพื่อนายกรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจมอบหมายผู้ปฏิบัติต่อไปเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า คดีนี้ต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่เกิดวัฒนธรรมปล่อยคนผิดลอยนวล ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อความปลอดภัยของนายกมลศักดิ์ ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของประชาชน และการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้