รัชดา โฆษกบลูทูธ อนุทิน 2 ตัวเชื่อมรัฐบาล-ประชาชน แก้วิกฤตศรัทธา

8-1รัชดา
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

รัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาลป้ายแดงในยุคอนุทิน 2

เธอไม่ใช่ “มือใหม่” ในฐานะหน้าไมค์-หน้าม่านทำเนียบรัฐบาล เพราะในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “รัชดา” เคยเป็น “รองโฆษกรัฐบาล” ตั้งแต่วันแรก จนวันสุดท้าย 4 ปีเต็ม ผ่านช่วงการเมืองผันผวน ซํ้าเติมด้วยวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาลซวนเซ

แต่ก็ไม่เท่ากับวิกฤตน้ำมันลามค่าครองชีพในเวลานี้ “ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “รัชดา” เล่าที่มา สาเหตุที่ชะตาชีวิตพัดมาให้เป็นเบอร์ 1 โฆษกรัฐบาล ในฐานะตัวแทน “พรรคภูมิใจไทย”

รวมถึงการแก้ปัญหาการสื่อสารในช่วงเวลาที่รัฐบาลเจอโจทย์ยากและท้าทายที่สุด และอาจเป็น “วิกฤตศรัทธา” ตั้งแต่ออกสตาร์ต

ทำไมถึงตัดสินใจเข้าการเมือง

Advertisement

เดินเข้ามาการเมืองด้วยตัวเอง โดยที่ไม่มีใครชวน หรือว่าแนะนำ เป็นช่วงปี 2548 49 ที่ก็มีการชุมนุม มีการประท้วงไม่แฮปปี้กับรัฐบาลอยู่ ตอนนั้นสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เราก็รู้สึกว่าไม่อยากให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เราเห็น สส. ในสภาก็มีบางคนที่เรารู้สึกประทับใจ แต่ก็มีอยู่ในจำนวนหนึ่งเรารู้สึกว่า มีคนที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่านี้ไหม รู้สึกว่าเขาอภิปรายแบบว่าน้ำท่วมทุ่ง เลยคิดว่างั้นเข้ามาเป็น สส. เองดีกว่า พอตัดสินใจว่าอยากจะเป็นก็คุยกับคุณพ่อคุณแม่ว่าจะเข้าสู่เส้นทางทางการเมืองกับพ่อกับแม่โอเคไหม เขาก็โอเค ท่านแค่ถามว่าแน่ใจนะว่าจะรับเงื่อนไขสภาพบริบทในทางการเมืองได้ แล้วเราคิดว่าเราทำได้

ทำไมถึงตัดสินใจเลือกพรรคประชาธิปัตย์

Advertisememt

ในยามนั้นเราก็เชื่อมั่นในพรรคประชาธิปัตย์  เราเห็นว่าเมื่อมีฝ่ายบริหารแล้วก็ต้องมีฝ่ายตรวจสอบที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง คิดว่าเราอยากอยู่ฝ่ายตรวจสอบ

แล้วตอนนี้สถานการณ์ทางการเมืองอะไร ที่ทำให้พัดมาอยู่กับฝั่งสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย

ก็ไม่คิดว่าวันนี้จะมาอยู่ตรงนี้ หรือแค่ว่าจะได้กลับมาช่วยงานการเมืองอีกครั้ง ก็ยังนึกภาพตัวเองไม่ออก ถามเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เพราะว่าหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หมดวาระไป ทีมโฆษกรัฐบาลเราก็ไม่มีบทบาทอะไร ดิฉันก็ไม่ได้คิดที่จะเข้ามาเป็นนักการเมืองต่อ กลับไปสอนหนังสือบ้าง เขาทำอะไรที่มันสบายๆ เพราะช่วงนึงก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพ

แต่ในใจก็รู้สึกว่า เรายังรักที่จะช่วยงานการเมืองอยู่ แต่ไม่มีความจำเป็น ต้องมาเป็น สส. คิดอยู่เหมือนกันว่า เอ๊ะ แล้วเราจะทำอะไรดี แต่ก็ไม่มีคำตอบให้ตัวเอง เพราะไม่ได้แอคทีฟทางการเมืองไม่ได้อยากลง สส.แล้วมันจะเหลืออะไร

แต่จังหวะเมื่อช่วงตุลาคม 2568 ไตรสุรีย์ ไตรสรณกุล ที่เรียกกันสั้นๆว่าน้องกวาง เพราะว่าเป็นทีมโฆษกรัฐบาลในยุคสมัย พล.อ.ประยุทธ์ด้วยกัน น้องก็บอกว่าพี่มาช่วย  เราพร้อมช่วยโดยที่ไม่ได้คิดเรื่องตำแหน่งอะไร ก็ได้เขียนข่าว ประสานเราทำได้หมด

เลยมาคุยกับน้องว่าให้พี่ช่วยอะไร น้องเขาบอกว่าพี่มาช่วยหนูทำงาน เป็นรองเลขาธิการนายกฯ  เราก็รู้สึกอึ้งว่า เฮ้ย…เขาให้โควตาตำแหน่งข้ามพรรคกันด้วยเหรอ กวางก็บอกว่า อยากให้มาช่วยกันอยากได้คนที่ไว้ใจ

เราก็คิดคิดแล้วคิดอีก ถ้ามาก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของพรรคการเมืองด้วย และไม่รู้ว่าจะช่วยได้นานแค่ไหน แต่ในใจก็มองว่าถ้ามีโอกาส ได้ช่วยงานในระดับประเทศได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ จะสั้นจะยาวไม่สำคัญ ขอให้ได้ทำเถอะสุดท้ายก็เลยตัดสินใจว่าโอเคมาช่วยทางรัฐบาล ก็คิดแค่นั้น

แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการว่าจะมาทำตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ก็บอกว่า มาช่วยงานที่สำนักนายกก่อน เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี เราก็โอเค เพราะว่ามีบทบาทภารกิจชัดเจนในเรื่องของการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล

พอทำงานไปได้ระยะหนึ่ง การเมืองมันก็มีการยุบสภาเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง เราก็ต้องคุยกับทางพรรคภูมิใจไทยว่า สำหรับเราแล้วเราไม่ได้คิดที่จะต้องเป็น สส. นะ เราอยู่ตรงไหนก็ได้แต่ทางพรรคบอกว่าเมื่อเลือกเส้นทางนี้ก็ต้องเป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ส่วนจะช่วยไรค่อยเป็นเรื่องของอนาคตก็จากวันนั้นก็ทำให้ได้ทำงานกับพรรคภูมิใจไทยจนมาถึง ทำงานในสำนักโฆษก

อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์

เข้าใจพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าวันนั้นพรรคจะฟื้นกลับมาอีกครั้ง ถ้าเป็น สส. ก็ต้องมี สส. ฝ่ายค้าน มันพอที่จะเห็นแนวโน้มอยู่ ถ้าถามตัวเรา เราไม่ได้อยากเป็น สส. อยากช่วยงานขับเคลื่อนนโยบาย เราผ่านงานสภามาแล้ว และเรารับรู้ว่านโยบายดีๆ ที่ภาคประชาสังคมเขาอยากจะได้ ถ้าเราอยากจะขับเคลื่อนนโยบาย อยากเอาปัญหาของประชาชนแล้วแก้ได้ทันที มันต้องอยู่ฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นเอาทั้ง 2 อย่างมาผสมกันครึ่งหนึ่ง เราไม่ได้อยากเป็น สส.และเราอยากผลักดันนโยบาย อยากนำเสนอ เพราะฉะนั้นการที่ตัดสินใจขอออกจากประชาธิปัตย์แล้วมาช่วยงานกับทางรัฐบาล ภูมิใจไทยก็ถือว่าเป็นการตอบโจทย์สิ่งที่เราอยากจะทำ

ปกติคนรักอาชีพการเมืองต้องรักอาชีพ สส.แต่เวลานี้ไม่ใช่แล้ว

หลังจากที่ได้ผ่าน เป็นทั้ง สส. ฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล แล้วก็มาช่วยงานฝ่ายบริหาร แม้ว่าเราจะไม่ได้มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี แต่เราก็เห็นภาพว่าการที่จะแก้ปัญหาประชาชน การจะผลักดันนโยบาย ไม่ต้องมีตำแหน่งเป็น สส. ก็ได้แต่ขอให้เราอยู่ใน ส่วนที่จะสามารถสะท้อนปัญหาหรือสิ่งดีๆให้กับผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจได้ทราบ คิดว่าเดินหน้าได้

ที่พูดได้ชัดเจนวันนี้เพราะว่าช่วงหนึ่งของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไปทำงานเป็นผู้แทนพิเศษของรัฐบาลใน การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สส.ก็ไม่ใช่ เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ใช่ แต่ได้มีตำแหน่งที่ไปทำงานกับภาคประชาสังคม กับส่วนราชการ ต่างๆ เมื่อรับทราบปัญหา แล้วก็มาเรียนท่านนายกฯ ให้ทราบ ท่านก็ได้สั่งการ

คล้ายๆ กับว่าเป็นอีกเป็นแขนเป็นขา ที่ช่วยส่งข้อมูลให้กับฝ่ายบริหาร แล้วสิ่งที่เราได้กราบเรียนท่านนายกฯ มันก็ได้รับการคลี่คลายก็ทำให้เห็นว่างานการเมือง… ใช่ ต้องเป็น สส. แต่ก็ไม่ได้แปลว่าตำแหน่งอื่นไม่สำคัญ

มองจุดแข็งพรรคประชาธิปัตย์

คนที่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ คนที่เดินเข้าไปประชาธิปัตย์ ถ้าเข้าใจไม่ผิดคือคนที่ อยากที่จะมีบทบาทในสภาเหมือนเป็นดีเอ็นเอของประชาธิปัตย์ว่าถ้าเป็นนักการเมืองแล้วต้องอภิปรายต้องแสดงความคิดเห็น ไม่ได้หมายความว่างานพื้นที่ไม่เอานะ แต่สำหรับประชาธิปัตย์ภาพของการมีบทบาทในสภาการวิพากษ์วิจารณ์ถือว่า เป็นจุดแข็งของประชาธิปัตย์

จุดอ่อนพรรคประชาธิปัตย์

ไม่มีพรรคไหนที่ไม่มีจุดอ่อน ขึ้นอยู่กับยุคสมัยด้วย บางช่วงพรรคก็มี สส. เยอะ บางช่วงก็มี สส.น้อย การเมืองมันก็มีปัจจัยหลายอย่าง ดิฉันคิดว่าแต่ละพรรคมีจุดอ่อนจุดแข็ง ถ้าพรรคไหนที่มีจุดอ่อนก็คงต้องไปปรับปรุงตรงนั้น

ปรากฏการณ์นักการเมืองบ้านใหญ่แห่เข้าพรรคภูมิใจไทย เราต่างอย่างไร

เราไม่มีบ้านเล็กบ้านใหญ่ เราหิ้วกระเป๋าใบเดียวมา มากับความตั้งใจ ประสบการณ์ที่มี และชัดเจนว่าอยากมาช่วยงานโดยไม่ได้กำหนดสเป๊คว่าฉันจะต้องได้ตำแหน่งอะไร โจทย์คือให้งานฉันทำเถอะ ให้งานที่สมกับความรู้ที่มี ประสบการณ์ที่มี และความตั้งใจที่มี

เหนือความคาดหมายไหมว่าได้อันดับหนึ่ง ในฐานะโฆษกรัฐบาล

ก็ไม่ได้หวัง จากที่ได้มาอยู่พรรคภูมิใจไทย มีจุดแข็งเรื่องคนทำงานในพื้นที่ ทุกคนฝังชีวิตไว้ในพื้นที่ ชาวบ้านรัก สส.ภูมิใจไทย แต่อาจจะยังมีส่วนหนึ่งที่ขาดคือคนเล่าเรื่อง ผู้ใหญ่ในพรรคคงมองว่าตรงนี้แหละที่เราให้ช่วยเสริม เป็นอีกองค์ประกอบให้งานสภา งานทำเนียบฯ ขับเคลื่อนไปได้ เพราะคนที่เก่งพื้นที่ก็อยู่พื้นที่ไป ฝ่ายบริหารก็ตัดสินใจไป แต่ตัวเชื่อมรัฐบาล สส. กับประชาชน ก็อาจจะต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์แบบเรา

สถานการณ์การเมืองร้อนแรง ในฐานะที่เป็นแถวหน้า เราต้องมีบทบาทและโฆษกให้นายกฯ ไหม

นายกฯ กำชับว่าในสถานการณ์วิกฤตให้โฆษก และทีมโฆษกไปสื่อสารเรื่องที่รัฐบาลทำอยู่ให้ครบถ้วน ให้เป็นเหตุผล ตรงไปตรงมา ไม่ต้องปกป้องนายกฯ แต่แน่นอน ในทางการเมืองย่อมมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หรือ การเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนรวมถึงวิจารณ์เกินเบอร์ ไม่อยู่บนโลกความเป็นจริง เราต้องทำความเข้าใจกับประชาชน แต่ไม่ได้มีโจทย์ว่าไปสวนกลับ หรือ ตอบโต้ แต่มายด์เซ็ตที่ตั้งไว้คือ ชี้แจงและอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ เมื่อชี้แจงแล้วก็หวังว่าคนฟังจะคลายความกังวลใจ

ระดับไหนที่ตอบโต้ฝ่ายค้านและฝ่ายเห็นต่าง

ถ้าข่าวไม่จริง ข่าวบิดเบือน ต้องชี้แจงทันที แต่ถ้าเป็นการวิจารณ์ไม่เห็นด้วย วิจารณ์ด้วยเหตุด้วยผล ไม่จำเป็นต้องตอบโต้ เพราะเป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายค้าน นักวิชาการ ประชาชนเขาก็มีความคิดของเขา แต่ถ้าเป็นการแสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่ถูก มันคือข้อมูลที่คุณนำมาใช้ในการวิเคราะห์วิจารณ์มันผิดมาตั้งแต่ต้น อันนี้ต้องไปทำความเข้าใจกันใหม่ เพราะถ้าข้อมูลมันชุดเดียวกัน แต่ละคนแสดงความคิดเห็นไม่เหมือนกัน ไม่มีปัญหาเลย แต่ถ้าข้อมูลมันผิดมาแล้วก็มาพูดต่อ แล้วก็อภิปรายในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ก็ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ

การชี้แจงเรื่องรถอีวีของนายกฯ อยู่ในจ็อบเดสคริปชั่นไหม

ไม่ได้ชี้แจงเป็นทางการ แต่กำลังจะเข้ามาทำงาน และตอนนั้นยังเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี อยู่ในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่าน เมื่อเรารับรู้ประเด็นว่า คนกำลังวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ บนข้อมูลที่ผิดเข้าใจกันไปเอง แล้วกำลังลือไปเรื่อย อันนี้ก็ต้องออกมาชี้แจง ไม่ได้มาสวน

วันนี้คือโซเชียลของเรามีการให้ข้อมูลเยอะมาก และจำนวนมากไม่ใช่ความจริง ทั้งหมดมันเป็นความจริงครึ่งเดียว ความจริง 60% 30% แบบนี้ เพราะฉะนั้นมันจำเป็นที่เราจะต้องเอาข้อมูลทั้งหมดมาสื่อสารให้ประชาชนทราบ แต่นี่มันก็คือความยาก เพราะข่าวที่มาจากฝั่งรัฐบาลจากส่วนราชการไปไม่ค่อยถึงหูพี่น้องประชาชน คนไม่ค่อยแชร์ ส่วนมากยิ่งในสถานการณ์วิกฤต คนไม่ค่อยจะเชื่ออะไร รัฐบาลเท่าไหร่ หรือกระทรวงอะไรพูดก็ไม่ค่อยเชื่อ นี่ก็เป็นเรื่องปกติในทุกยุคทุกสมัยก็จะเจอว่าข่าวจากฝ่ายบริหาร คนไม่ค่อยสนใจ แต่ว่าถ้าเป็นตำหนิเป็นเรื่องที่ดราม่า ข่าวร้ายจะไปเร็ว ข่าวดีมันไม่ค่อยไปหรอก เป็นเรื่องปกติ

ปัญหาหลายอย่างทำให้คนหมดศรัทธารัฐบาลตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น ความยากจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าจะทำอย่างไรในช่วงที่คนหมดศรัทธาต่อรัฐบาล

เข้าใจประชาชนเลย การสื่อสารจากรัฐบาลในสถานการณ์ที่มันวิกฤต ประชาชนเดือดร้อนแบบนี้ ไม่มีใครคาดหวังว่าเขาจะมาเอาดอกไม้มาชื่นชม เธอทำดีแล้ว เธอพูดดีแล้ว ไม่ใช่ เขาจะสื่อสารเขาจะแสดงออกถึงความรู้สึกว่าเขาเดือดร้อนยังไง เขาคาดหวังแล้วผิดหวังยังไง เพราะในยามที่เดือดร้อน ทุกคนก็ต้องอยากที่จะให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหา ดังนั้นการสื่อสารจากภาครัฐ ต้องแสดงความเข้าใจเห็นอกเห็นใจประชาชนก่อนในการเปิดฉาก ไม่ใช่บอกว่าอะไรกัน ทำไมไม่เข้าใจ คือคนเขาทุกข์ เราก็ต้องเข้าใจตรงนั้นเพราะเราก็ทุกข์ไปกับเขา แต่วิธีพูดมันก็ต้องสื่อสารให้รู้

ข้อมูลเราก็ต้องเรียบเรียง ของข้อมูลมันก็ต้องมีการเรียบเรียงให้อธิบายว่า เข้าใจว่าเดือดร้อน สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่คือ 1 2 3 เราไม่ได้ทอดทิ้งนะ เราอยู่เคียงข้างกับท่าน แต่ที่เราทำได้แค่นี้ เพราะมันมีข้อจำกัด มันเป็นสถานการณ์โลก มันเป็นวิกฤต ถ้าเราทำอย่างหนึ่งแต่มันอาจจะทำให้เกิดผลเสียหายในระยะยาว อย่างเช่นเอาเงินกองทุนน้ำมันไปอุ้มราคาน้ำมัน ไม่สามารถอุ้มได้ตลอดไปเราติดหนี้เป็นหมื่นล้าน มาตรการอื่นๆ ที่หลายฝ่ายเสนอมา มันอาจจะฟังแล้วดูดีในทางหลักการ แต่ในทางปฏิบัติมันต้องพิจารณาให้รอบด้าน

ดังนั้นเราก็ต้องสื่อสารให้เข้าใจว่าไม่ใช่รัฐบาลปฏิเสธข้อเสนอหรือไม่ฟังคุณ เราฟังเราคิดอยู่แต่นี่แหละคือคำตอบที่ตรงที่สุดในสถานการณ์นี้ที่ทำได้ และจะเป็นประโยชน์ในภาพรวม ก็ต้องอธิบาย

แต่วันนี้ เราอาจจะเริ่มต้นเปิดฉากด้วยไม่น่ารักเท่าไหร่ เพราะคนที่อยากพูดก็อยากพูดด้วยเหตุผล แต่วันนี้ความ รู้สึกของประชาชน ถ้าสตาร์ทด้วยเหตุผลคงไม่มีใครอยากฟัง และการเรียบเรียงต้องกระชับ ตรงไปตรงมา บางทีเราคิดว่าเราอยากจะอธิบายทั้งหมด แต่คงไม่มีใครอยากฟังในยุคนี้ ดังนั้น ข้อมูลที่เยอะมากมาย ต้องทำให้กระชับ เป็นข้อ พูดปุ๊บประชาชนเข้าใจ และเชื่อว่าถ้าประชาชนเข้าใจก็จะคลายความกังวล แม้ไม่ถูกใจก็ตาม แต่เขาก็รู้ว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่ คงทำได้เท่านี้ เดี๋ยวจะมีมาตรการอื่นๆ ออกมา ก็ต้องรอติดตาม

ถ้าวันหนึ่งสู้ไม่ไหว คิดว่าอะไรที่จะทำให้ไม่สู้

ยังไม่คิดตรงนั้น จะหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดเพราะเห็นใจประชาชน เราเดือดร้อนจากวิกฤตที่มันเกิดขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่เงินเดือนถ้ามันเท่าเดิม ซึ่งวิกฤตจริงๆ มันกระทบเราอยู่แล้ว และก็ยังมีข้อมูลที่มันทำให้เราปวดหัวซึมเศร้ากังวลอีก เมื่อได้รับโอกาสเป็นโฆษกรัฐบาล ก็จะพยายามทำเต็มที่ในเรื่องของทำให้คนเข้าใจก่อน

ส่วนจะพอใจไม่พอใจไม่เป็นไร เมื่อเจตนาคือเราเจตนาดี อยากสื่อสารให้เข้าใจก็น่าจะทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้ ส่วนเรื่องของอนาคตก็ว่ากันอีกที แต่วันนี้ก็ด้วยความที่บอกไปแล้วว่าโจทย์เราไม่ได้คิดว่าเราจะต้องเป็น สส. หรือเป็นรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นไม่มีความหิวแสง

เป็นนักการเมืองไม่หิวแสง ไม่อยากเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร

การที่จะมาทำงานดูแลบ้านเมือง มันก็ต้องมีทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารแต่มันก็มีองคาพยพที่ต้องช่วยคิดในเรื่องนโยบาย ติดตามนโยบาย และเรียนให้ผู้บริหารและผู้มีอำนาจตัดสินใจรู้ได้ว่าของจริงมันคืออะไร เราไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐมนตรีก็ได้ แต่เราสื่อสารเรื่องที่ผู้มีอำนาจควรจะรู้สายตรงแบบนี้ ดิฉันว่ามันก็เป็นอีกมิติหนึ่งของการทำงาน เราช่วย connect the dot ก็ได้ส่วนหนึ่ง เพื่อรายงานข้อมูลอีกด้านให้ผู้ใหญ่ได้รับทราบ

เพราะฉะนั้นพอโจทย์เราเห็นว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นคนใหญ่โต แต่ว่าได้อยู่ในทำเนียบรัฐบาล งานมันก็มีคุณค่า  พอไม่หิวแสง ก็ไม่ได้อยากเป็นนู่นเป็นนี่ คิดว่าสบายใจในเรื่องของการที่จะใช้ดุลพินิจ ที่ไม่ได้อวด ไม่ได้หวังบารมีอะไร จากตรงนี้ก็จะมีความโปร่งใสตรงไปตรงมาที่ทำให้สื่อสบายใจขึ้นที่จะรับข้อมูลจากเรา ประชาชนก็อาจจะไม่ได้มองว่าเราเป็นนักการเมืองจ๋าด้วยแบ็คกราวด์ของเราก็มีความเป็นนักวิชาการมา

สไตล์แบบนี้จะไม่กระทบกับการทำงาน ที่ต้องใช้ความรวดเร็วใช่ไหม

ไม่ค่ะ เรื่องการทำงานเร็วก็ต้องไปปรับระบบ คือ เรื่องการให้ข่าวสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ อีกส่วนหนึ่งคือชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจเวลาที่มีข่าวคลาดเคลื่อนหรือถูกวิจารณ์ที่เกินเลย แต่ความยากคือ ข้อมูลที่จะต้องได้จากภาคส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องมันอาจจะไม่เร็ว จึงต้องปรับระบบสำนักโฆษกทำอย่างไรให้เร็ว จับประเด็นอย่างไรให้เร็ว ส่งเรื่องไปยังกระทรวงอื่นๆ ให้เร็วและตามเรื่องกลับมาให้เร็ว เผยแพร่กลับไปให้เร็วที่สุด

การเผยแพร่ไม่ใช่ในนามของรัชดา ขอให้ข้อมูลที่ชี้แจงกับประชาชนมีความน่าเชื่อถือ เราก็จะให้เครดิตหน่วยงานต่างๆ ที่ให้ข้อมูล ดังนั้น การที่เราไม่ติดว่าอะไรก็ต้องรัชดา รัชดา ทำให้เราทำงานกับคนอื่นง่าย ไม่ต้องหวงประเด็น ขอให้ยึดเป้าหมายเป็นหลัก เอาความจริงไปถึงหูประชาชนให้กว้างไกล และรวดเร็วที่สุด และเขาต้องมั่นใจในข้อมูลที่เราส่งไป

ประเมินปัญหาของประเทศที่สำคัญที่สุด 3 เรื่อง และคลี่คลาย 3 เรื่องนี้

จะต้องพยายามคลี่คลาย 3 เรื่องนี้ 1.เริ่มต้นจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งพัฒนาเป็นวิกฤตค่าครองชีพแล้ว รัฐบาลดำเนินการอยู่ แต่พลังงานก็ยังเป็นประเด็นอยู่  ดังนั้น การหาแหล่งน้ำมัน ทั้งนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพลังงาน กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อทำให้เรามั่นใจได้ว่า น้ำมันสำรองที่เราบอกว่ามีอยู่ประมาณ 100 วันจากนี้แล้วประกาศครั้งหน้ามันก็จะไปต่ออีก 100 วัน

2.ค่าครองชีพแน่นอน มีมาตรการที่ออกมาประคับประคองชีวิตของประชาชน มันอาจจะไม่ได้มากมายแบบสิงคโปร์ หรือออสเตรเลีย ที่เข้าใจเพราะว่าแต่ละประเทศมันมีความพร้อมทั้งเรื่องการเงิน การคลัง ไม่เหมือนกัน แต่ภายใต้สถานการณ์การคลังแล้วก็โครงสร้างของประชากร มันก็จะมีมาตรการที่เราเชื่อว่าจะช่วยประคับประคองบรรเทาความทุกข์ของพี่น้องประชาชนได้

3.เราไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ความท้าทายทั้งเรื่องของความมั่นคง ภัยพิบัติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคมมันก็ยังคงอยู่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็จะต้องทำงานคู่ขนานไปกับสิ่งไอ้ที่เรามองว่ามันเป็นวิกฤตก็มี 2 ส่วน ที่รัฐบาลมีความพร้อมและสิ่งเหล่านี้ ถ้าถามว่าจะทำยังไง ทุกอย่างมันก็บรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาลที่เราเรียกว่า นโยบายชุด 10 plus

ปัญหาอะไรที่คิดว่าจะกร่อนรัฐบาลมากที่สุด

การเมืองค่อนข้างมีเสถียรภาพอยู่แล้ว แล้วก็การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษที่ผ่านมา เห็นว่าเป็นการทำงานแบบเรียกว่าเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนะคะ ไม่ได้มีความแปลกแปลกแยกหรือขับเคี่ยวอะไรกัน ทางการเมืองในสภาก็คิดว่าคงจะผ่านกฎหมายได้หลายฉบับ เป็นเป้าหมายของรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยด้วย

ส่วนที่กัดกร่อนรัฐบาล วันนี้ประชาชนอยากจะให้ก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตน้ำมัน และมีความคาดหวัง เป็นปัญหาทั่วโลก แต่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลมีมาตรการดูแล และเมื่อช่วงเวลาที่แย่ที่สุดผ่านไป เราก็เดินหน้าประเทศต่อ เราก็จะมีเวลาพิสูจน์ฝีมือในอีกมิติ

แต่ถ้าระยะยาว ยังไม่มีผลงานออกมา แน่นอน..ประชาชนก็คงไม่แฮปปี้กับรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้น เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ มัน..ยากมาก เพราะเป็นปัญหาทั้งโลก

ประเมินผลงานรัฐบาลแฟร์ๆ คิดว่าจะใช้เวลากี่เดือน

เมื่อแถลงนโยบาย รัฐบาลมีมาตรการเศรษฐกิจออกมา ก็สามารถประเมินได้เลยว่ามาตรการที่นำเข้า ครม.สามารถประคับประคองชีวิตประชาชนได้หรือเปล่า เช่น โครงการคนละครึ่ง มาตรการเรื่องปุ๋ย เรื่องนี้วัดได้ทันที

แต่ถ้าจะวัดว่าจีดีพีโตเท่านั้นเท่านี้ เราเอาความจริงมาพูดกันว่าสถานการณ์โลกเป็นแบบนี้จะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นแบบตัวเลขที่เคยหาเสียงคงเป็นไปไม่ได้

ตัวเลขจีดีพีโตเฉลี่ย 3% ที่พรรคภูมิใจไทยหาเสียงไว้ เป็นไปไม่ได้แล้วใช่ไหม

ถ้าถามในสถานการณ์ปัจจุบัน มันก็ยากอยู่ ต้องความจริงมาคุยกัน  ถ้าเราบอกว่าหนึ่งอะไรที่ประหยัดได้ก็ควรจะประหยัด แน่นอนมันก็ต้องมีผลต่อตัวเลขในด้านของการบริโภคของ ของประชาชน รัฐบาลบอกว่า จะลดรายจ่ายงบประมาณแผ่นดินในด้านที่ไม่จำเป็น และเอาไปใช้ในเรื่องของการดูแลประชาชน ก็ต้องไปดูว่าบางเรื่อง อาจจะไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรงอย่างโครงการคนละครึ่ง แต่บางเรื่องก็ไม่ต้องไปดูแลกลุ่มคนเปราะบาง อาจจะไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจโตแต่มันจำเป็นต่อการดูแลประคับประคองชีวิตของเขา

ไม่ใช่โฆษกปากแจ๋ว ตอบโต้ทุกเรื่องทางการเมือง

น่าจะเถียงไม่ทันมากกว่า ส่วนตัวไม่อยากให้คนเรียกว่าโฆษกปากแจ๋วด้วย เพราะเราตั้งใจสื่อสารอธิบายด้วยเหตุด้วยผล ไม่ได้สวนกลับ แต่ถ้าเราเห็นว่ามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หรือ บางอย่างคิดในหัวก็ง่ายไปหมด

เราต้องอธิบายว่าในความเป็นจริงต้องมองเยอะ อยากให้เข้าใจด้วย น่าจะเป็นอย่างนี้มากกว่า

ไม่เฟี๊ยตใช่ไหม

ที่ผ่านมาไม่นะคะ (หัวเราะ) ไม่มีตรงนั้น แต่ในใจคืออยากให้คนพูด วิจารณ์มาจากข้อมูลที่ถูกต้อง จะตำหนิก็ให้เป็นเหตุเป็นผล ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แฮปปี้อยู่แล้ว และจะสะท้อนข้อมูลกลับไปที่เป็นเหตุเป็นผล และเข้าใจความรู้สึกของประชาชน

คนเป็นโฆษกไม่ได้แปลว่าอยากจะพูดอะไรก็พูด แต่ต้องเข้าใจว่าประชาชนเขารู้สึกอย่างไร เขาอยากฟังอะไร ถ้าเราพูดแต่สิ่งที่เราอยากจะพูด คิดว่าไม่มีใครฟัง

ใครเป็นแบบอย่างโฆษก

ยังนึกชื่อไม่ออก เพราะได้รับโจทย์มาก็คิดแต่ว่าอยากทำอะไร เพราะประสบการณ์ตอนที่เป็นรองโฆษกรัฐบาล เราอยู่ครบ 4 ปี เราเห็นสถานการณ์ต่างๆ เห็นสังคม ในใจเราก็มีคำถามอยู่ว่าทำไมไม่อย่างนั้น อย่างนี้

พอมาวันนี้เราได้รับความไว้วางใจขั้นสูงสุดได้เป็นโฆษกรัฐบาล เราก็อยากจะปรับปรุงสิ่งที่เราเคยคิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ รวมถึงสังคมเปลี่ยนไป ใช้โซเชียลมากขึ้น มีอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอิทธิพลต่อความคิดประชาชนมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ โฟกัสแค่ว่าฉันต้องทำอะไร

จึงไม่ได้โฟกัสว่าต้องเหมือนใคร เราเอาตัวเราเป็นหลัก เพราะคนที่เคยเป็นคืออดีต สถานการณ์วันนี้ต่างจากอดีตไปมาก

พล.อ.ประยุทธ์ กับ อนุทิน เหมือนต่างกันอย่างไร

ทั้งสองคนเป็นคนอารมณ์ดีและกันเอง ทำให้เรากล้าถาม กล้าเสนอว่าเอ๊ะ…แบบนั้นดีไหมแบบนี้ดีไหม เรากล้าที่จะไลน์ให้ข้อมูล

ถ้าอยู่ตำแหน่งจุดตรงนี้ แล้วเราไม่กล้าสื่อสารกับผู้บริหาร คิดว่าทำงานไม่ได้ เราต้องรู้ความคิดท่าน ต้องเรียนท่านว่าสังคมคิดอะไรอยู่ เขามองประเด็นไหนอยู่ เพราะว่าท่านจะโดนสัมภาษณ์ประเด็นกี่นาทีนี้ ตั้งแต่เรื่องช่องแคบฮอร์มุช จนถึงคนต่อยกัน รุมถามนายกฯ หมดเลย การที่เราให้ข้อมูลว่ามันจะเจอประเด็นอะไรบ้าง อันนี้มันก็จำเป็น

แต่ถ้าท่านแข็ง อย่ามายุ่งกับฉัน มันก็สื่อสารกันลำบาก แต่ทั้ง 2 ท่านน่ารัก ที่ชอบมาก คือเวลาที่เราส่งอะไรไป ทั้ง 2 ท่านจะตอบ คือแม้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ต้องตอบก็ได้ แต่ตอบกลับมาว่าฉันรับรู้ อันนี้ก็ทำให้เรารู้สึกว่ามันน่ารัก

พล.อ.ประยุทธ์ ตอบมาเป็นสติกเกอร์หรือข้อความ

ท่านตอบว่าดีแล้ว ทำต่อไป ส่วนของท่านอนุทิน ก็จะมีสติกเกอร์รับรู้ เป็นตัวการ์ตูน แต่แม้ว่าไม่ต้องตอบก็ได้ก็ยังตอบ เช่น เราส่งข่าวไปให้ วันๆ หนึ่งคนส่งให้ท่านเท่าไหร่ แต่ท่านก็ตอบกลับว่าโอเค หรือ เวลาลงพื้นที่ นายกฯ อนุทินก็บอกว่า กินข้าวกันก่อน คือ ไม่ได้มีความว่าฉันเป็นนายกฯ แล้วคนอื่นต้องตามฉันเป็นลูกน้อง แต่เราคือทีม

สำหรับ ท่านประยุทธ์ กับ ท่านอนุทิน คนที่ทำงานวงในคือทีม ทีมที่เราจะไปด้วยกัน ผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกัน ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นลูกน้อง

เจ้านายในดวงใจไหม

พูดตรงๆ ว่าเพิ่งได้มาทำงานกับนายก อนุทิน แต่สบายใจแล้วก็ดีใจที่ท่านให้ความไว้วางใจ ถามความเห็นเรา ส่วนท่านก็บอกว่าอยากได้แบบไหน ไม่ชอบแบบไหน ทำให้เรารู้สึกว่าโอเคท่านสบายใจที่จะทำงานกับเรา

เพราะแม้ว่าในช่วงที่ดิฉันเป็นรองโฆษก ได้รู้จักกันอยู่แล้ว แต่ว่าเราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก แต่ในช่วงเวลาสั้นๆที่ได้ทำงานร่วมกัน พอเราเห็นว่าผู้ใหญ่ไว้ใจเราก็ดีใจ ท่านให้ความเป็นกันเอง

สำหรับพลเอกประยุทธ์ ก็เป็นผู้ใหญ่ที่ดิฉันเคารพรัก รวมถึงอาจารย์น้อง (รศ.นราพร จันทร์โอชา)ด้วย เพราะว่าท่านก็เป็นห่วง ช่วงนึงที่มีปัญหาสุขภาพผ่าตัดเยอะ ท่านก็จะคอยถามว่าหายดีหรือยังพี่น้องฝากความเป็นห่วงนะ

หรือพอมาทำงานเป็นโฆษกรัฐบาล ก็ไปกราบเรียนท่าน ขอพร ท่านก็บอกว่าไปทำงานให้เต็มที่คิดถึงชาติบ้านเมือง ฟ้าลิขิต ท่านบอกว่าทำเต็มที่ ไม่ต้องพูดเยอะ หมายถึงว่าท่านไม่พูดเยอะ บอกสั้นๆ แต่มีพลัง

แต่ส่วนตัวเห็นว่าการเป็นโฆษกไม่คิดว่าต้องพูดเยอะ แต่ต้องพูดให้มีประเด็น มีสาระ แล้วจบ พูดเยอะในจังหวะนี้คิดว่ามีความเสี่ยง ยิ่งไปเปิดประเด็นให้คนมาจับจองแล้วเดี๋ยวถูกตัดท่อนโนนท่อนนี้ไปแชร์แล้วก็ไปเป็นไว้รัลเป็นดราม่าเลยทำให้สาระหลักที่อยากจะสื่อหายไป

สไตล์การทำงาน รัชดา

เป็นบลูทูธให้ประชาชน เราจะเชื่อมต่อระหว่างประชาชนกับรัฐบาล และรัฐบาลกับประชาชน

ความรู้สึกโฆษกอนุทิน 2 เห็นภาพความท้าทายที่รอเราอยู่ เกินกว่าจะรู้สึกอย่างไร คิดแต่ว่าทำอย่างไรที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายที่มองเห็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง