ขุมทรัพย์ใต้ดิน ตัวแปรลับของความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ขุมทรัพย์ใต้ดิน
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : สราลี วงษ์เงิน
Bnomics : ธนาคารกรุงเทพ

แม้ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศจะกล่าวถึงเรื่องอุดมการณ์ ความมั่นคง หรือสิทธิมนุษยชนอยู่เสมอ แต่หลายครั้งหนึ่งในแรงจูงใจสำคัญอาจไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจา

หากแต่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน…ในรูปของบ่อน้ำมันมหาศาล

ในโลกที่ “พลังงาน” ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ทรัพยากรที่อยู่ใต้ดินไม่เคยเป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว

แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงอำนาจรัฐ ความมั่นคง และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจด้วยเสมอ

น้ำมันจึงไม่ใช่แค่เชื้อเพลิง แต่เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถเปลี่ยนดุลอำนาจของโลกได้
ในพริบตา

Advertisement

เวเนซุเอลา: ขุมทรัพย์ที่ถูกลืม

เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก ราว 303 พันล้านบาร์เรล
หรือประมาณ 17% ของน้ำมันสำรองโลก

น้ำมันส่วนใหญ่ของเวเนซุเอลาอยู่ในรูปน้ำมันดิบหนักพิเศษ ซึ่งต้องใช้ต้นทุน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานระดับสูงในการผลิต ทำให้แม้จะมีทรัพยากรมหาศาล

Advertisememt

แต่การผลิตจริงกลับลดลงต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จากระดับกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันในอดีต เหลือเพียงราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงหลัง

เพราะการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ การขาดการลงทุน และมาตรการคว่ำบาตรที่ยืดเยื้อ

ก่อนถูกคว่ำบาตรสหรัฐเคยเป็นลูกค้าหลักของเวเนซุเอลา  แต่หลังปี 2019 การส่งออกจำนวนมากเปลี่ยนเป็น “น้ำมันแลกหนี้” โดยจีนกลายเป็นผู้รับซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลา

ขณะที่ รัสเซีย อิหร่าน และจีน ต่างมีบทบาทสำคัญในการช่วยประคองภาคพลังงานของประเทศนี้

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 3 มกราคม 2569 เมื่อสหรัฐใช้กำลังทางทหารเข้าแทรกแซงรัฐบาลเวเนซุเอลา โดยให้เหตุผลเรื่องการปราบปราม narco-terrorism และรัฐอาชญากรรม

แม้เหตุผลอย่างเป็นทางการจะอยู่ที่ประเด็นความมั่นคง แต่หลายฝ่ายมองว่าน้ำมันก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ  เพราะเวเนซุเอลาไม่ได้มีเพียงน้ำมันมหาศาล แต่ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สามารถเพิ่มอุปทานน้ำมันของโลกได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว  หากมีเงินลงทุนและเสถียรภาพทางการเมืองกลับมา

อิหร่าน: พลังงานที่ถูกปิดล้อม

อิหร่านมีน้ำมันสำรองราว 209 พันล้านบาร์เรล หรือประมาณ 12% ของน้ำมันสำรองโลก ถือเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

ในอดีตอิหร่านเคยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ แต่หลังจากข้อตกลงนิวเคลียร์ล่มในปี 2018

และสหรัฐกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างหนัก การส่งออกน้ำมันของอิหร่านจึงหดตัวลงมาก และต้องพึ่งพาจีนเป็นตลาดหลักมากขึ้น

IEA (International Energy Agency) ประเมินว่า หากไม่มีมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอาจสามารถเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันให้กลับมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาดพลังงานโลกอีกครั้ง

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านในปัจจุบันถูกอธิบายผ่านประเด็นนิวเคลียร์ ความมั่นคง และอิทธิพลในตะวันออกกลาง แต่ในอีกด้านหนึ่งน้ำมันก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญ

เพราะอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ แต่ยังมีอิทธิพลต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เมื่อจิ๊กซอว์ต่อกันครบ

ปัจจุบันสหรัฐเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าปริมาณการผลิตคือ “อิทธิพล” ต่อแหล่งพลังงานของประเทศอื่น

หากสหรัฐสามารถเพิ่มบทบาทต่อภาคพลังงานของเวเนซุเอลา หรือจำกัดศักยภาพการส่งออกของอิหร่านได้ ก็จะทำให้สหรัฐมีอำนาจต่อรองต่อทิศทางตลาดน้ำมันโลกมากขึ้น

ในทางกลับกัน จีนเองก็พยายามรักษาความสัมพันธ์กับทั้งเวเนซุเอลา อิหร่าน และรัสเซีย เพราะประเทศเหล่านี้เป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดตะวันตกมากเกินไป

นั่นหมายความว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในวันนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ หรือ AI เท่านั้น

แต่ยังรวมถึงการแข่งขันเพื่อเข้าถึงทรัพยากรใต้ดินที่จะเป็นตัวกำหนดเศรษฐกิจโลกในอีกหลายสิบปีข้างหน้าด้วย

น้ำมัน: อำนาจที่ไม่เคยหายไป

ในโลกความเป็นจริงความขัดแย้งระหว่างประเทศไม่เคยมีสาเหตุเดียว น้ำมันอาจไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของสงคราม การคว่ำบาตร หรือการแทรกแซงทางการเมือง

แต่บ่อยครั้งมันคือหนึ่งในตัวแปรที่สำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่อยู่ใต้ดินไม่ได้ให้แค่พลังงาน หากยังให้ทั้ง
รายได้ อิทธิพล และอำนาจต่อรองบนเวทีโลกด้วย

และในหลายครั้งสิ่งที่อยู่ใต้ดินอาจสำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่อยู่บนโต๊ะเจรจาเสียอีก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง