สื่อนอกรายงาน ‘เอกนิติ’ เล็งขยายเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70% รับมือวิกฤตพลังงาน

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

เอกนิติแจงผ่านสื่อนอก รัฐบาลกำลังพิจารณาเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ชี้ขณะนี้ไทยมีระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66% จากเพดาน 70% ของ GDP จ่อหารือหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไทย กล่าวว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะพิจารณาเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะหากจำเป็น โดยเน้นย้ำว่าการใช้จ่ายเพิ่มเติมใด ๆ ควรนำไปลงทุน เพื่อช่วยให้ประเทศสร้างความยืดหยุ่นได้

นายเอกนิติกล่าวระหว่างการสนทนาแบบเป็นกันเอง ในระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2026 ที่สหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับการเพิ่มเพดานหนี้ จากที่ปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยขณะนี้ระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 66% ซึ่งรวมถึงหนี้สินของรัฐวิสาหกิจและหนี้สินจากการช่วยเหลือสถาบันการเงิน ในช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997

“เราต้องใช้หนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านและการปฏิรูป ยกตัวอย่างเช่น การลดการพึ่งพาน้ำมันและพลังงานหมุนเวียน และการยกระดับทักษะของกลุ่มเปราะบาง โดยหากไม่ทำอะไรเลยและไม่สามารถสร้างการเติบโตได้ หนี้สาธารณะต่อ GDP ก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ดี” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เน้นย้ำเรื่องวินัยทางการคลัง ขณะนี้กำลังส่งสัญญาณเปิดกว้างต่อการขยายพื้นที่ทางการคลัง เนื่องจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังคุกคาม ทำให้อัตราเงินเฟ้อและทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอ่อนแอลง ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ

Advertisement

ก่อนหน้านี้ในปี 2021 ประเทศไทยได้เพิ่มเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% เพื่อเป็นทุนสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 โดยระดับหนี้ที่สูงขึ้นอาจสร้างแรงกดดันต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

นายเอกนิติกล่าวว่า เขาวางแผนที่จะหารือกับหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในระหว่างการเยือนสหรัฐ เพื่อเรียกร้องให้พวกเขารักษาอันดับความน่าเชื่อถือไว้ โดยเมื่อปี 2025 ทั้ง Fitch Ratings และ Moody’s ได้ปรับมุมมองของประเทศไทยเป็นลบ

Advertisememt

นักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์กคาดว่า ในปี 2026 เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงเหลือ 1.8% จาก 2.4% ในปี 2025 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกเร็วที่สุดในเดือนเมษายน หลังจากลดลงติดต่อกัน 12 เดือน

นอกจากนี้นายเอกนิติยังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเพิ่มความร่วมมือกันในด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากการค้า โดยระบุว่าอาเซียนทำได้ดีอยู่แล้ว แต่ต้องทำให้ดีกว่านี้ในด้านการบูรณาการทางการเงิน โดยยกตัวอย่างว่า ความร่วมมือที่มากขึ้นในด้านการชำระเงินดิจิทัลจะสามารถช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในภูมิภาคได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง