อนุสรณ์ ชี้ วิกฤตเศรษฐกิจ ซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างระบบแรงงาน แนะเร่งปฏิรูประบบแรงงาน-ประกันสังคม 

อนุสรณ์ ชี้ วิกฤตเศรษฐกิจ ซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างระบบแรงงาน แนะเร่งปฏิรูประบบแรงงาน-ประกันสังคม 

ที่ทำการพรรคประชาชน หัวหมาก และเขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เวลา 17.00 น. วันที่ 19 เม.ย.69 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และอดีตที่ปรึกษาการเงินการคลัง คณะกรรมการประกันสังคม กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจจะซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างระบบแรงงาน เร่งปฏิรูประบบแรงงานและระบบประกันสังคม ผลักดันบำนาญถ้วนหน้า ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสหภาพแรงงาน ปัญหาวิกฤตการณ์พลังงานและปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งนี้มีผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนฐานรากและกลุ่มผู้ใช้แรงงานโดยเฉพาะแรงงานอิสระที่ขาดหลักประกันในการทำงาน แรงงานไทยจะอยู่รอดได้ด้วยการมีระบบประกันสังคมที่ครอบคลุมและเข้มแข็ง เครือข่ายแรงงาน พรรคประชาชนได้มีการผลักดันให้มีการผ่านกฎหมายสำคัญสองฉบับ ฉบับแรก ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (ฉบับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์) โดย ส.ส. เซีย จำปาทองและคณะ ฉบับที่สอง ร่าง พ.ร.บ. การประกันสังคม โดย ส.ส. สหัสวัต คุ้มคงและคณะ การดำเนินการของกองทุนประกันสังคมถูกจำกัดโดยระบบราชการมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการเลือกตั้งผู้แทนนายจ้างและผู้ประกันตนเข้ามาทำหน้าที่ในคณะกรรมการประกันสังคมในปี พ.ศ. 2566 สำนักงานประกันสังคมจึงมีความยึดโยงกับผู้ประกันตนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อให้ สำนักงานประกันสังคม ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้นและขยายขอบเขตให้คุ้มครองแรงงานทุกกลุ่ม และ ออกแบบให้ “กองทุนประกันสังคม” ออกจากระบบราชการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคล่องตัวมากขึ้น

การเลือกตั้งกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2566 เป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยในระบบประกันสังคมและสถานประกอบการ การเลือกตั้งครั้งแรก มีผู้ลงทะเบียนผู้ขอใช้สิทธิน้อยเกินไป ไม่ถึง 1% ของผู้ประกันตนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ควรตั้งเป้าให้มีผู้มาลงทะเบียนมาขอใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งที่สองให้ได้อย่างน้อย 30% หรือคิดเป็นผู้ประกันตน 3.6 ล้านคน เพื่อให้ผู้ได้รับเลือกตั้งมีความเป็นผู้แทนของผู้ประกันตนได้ดีขึ้น หากมีผู้ไปใช้สิทธิน้อยเกินไป ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการประกันสังคมจะไม่ได้เป็นผู้แทนของเสียงส่วนใหญ่ของผู้ประกันตน

รัฐไทยควรยอมรับอนุสัญญา ILO 87/98 สิทธิในการรวมตัวและสิทธิในการเจรจาต่อรองของผู้ใช้แรงงาน เพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยในสถานประกอบการ และ ควรให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO 102 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบประกันสังคม เพื่อรับประกันความครอบคลุมทั่วถึงของระบบประกันสังคม เสริมสร้างโครงสร้างทางกฎหมายและการสนับสนุนทางการเมือง อันเป็นบ่อเกิดของระบบประกันสังคมที่ประสิทธิภาพ ยั่งยืนและตอบสนองต่อพลวัตทางเศรษฐกิจและสังคม

Advertisement

แม้นไม่เกิดวิกฤตการณ์พลังงานและวิกฤติเศรษฐกิจ ระบบแรงงานไทยก็มีปัญหาทั้งมิติปริมาณ และ มิติคุณภาพ อยู่แล้ว วิกฤติเศรษฐกิจแต่วิกฤติอาจนำมาสู่แรงกดดันให้เกิดการปฏิรูประบบแรงงานเร่งตัวขึ้น ประชากรในวัยทำงานของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องและในอัตราเร่งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว และ มีอัตราการเพิ่มประชากรติดลบ -0.4% โดยล่าสุด ไทยมีอัตราเพิ่มประชากรติดลบ 5 ปีติดต่อกัน มีผู้สูงวัยมากกว่า 20 % วัยแรงงานประมาณ 60 % และวัยเด็กประมาณ 14% ประชากรในวัยทำงานปัจจุบันอยู่ที่ 42.4 ล้านคน และ มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

ขณะนี้บางกิจการ บางอุตสาหกรรมสามารถทำการผลิตต่อไปได้โดยอาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน บางอุตสาหกรรมปรับใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ ระบบหุ่นยนต์และเอไอมากขึ้น พึ่งพิงแรงงานมนุษย์ลดลง และผลิตภาพเพิ่มสูงขึ้น ประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.6 ล้านคนในปี พ.ศ. 2577 และจะมีประชากรวัยแรงงานจะหายไปกว่า 2.5 ล้านคน มีประชากรอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28

ไทยจำเป็นต้องมีนโยบายภายใต้แนวคิด “การย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร (Replacement Migration) และ ขณะเดียวกันต้องก้าวข้ามนโยบายระยะสั้น รับมือวิกฤติแรงงานหดตัวและสังคมสูงวัย โดยการลงทุนใน คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่วัยทารกและยกระดับทักษะแรงงานอย่างต่อเนื่อง

จากงานวิจัยของ ธนาคารโลก เรื่อง “Aging and the Labour Market in Thailand พบว่า ภาวะประชากรสูงวัยส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดแรงงานไทยและการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม จำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลงของประเทศไทยส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของบุคคลในประเทศเติบโตลดลง และหากไม่มีการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร คาดการณ์ว่าจะส่งผลให้การเติบโตของ GDP ต่อหัวลดลงอีกร้อยละ 0.86 ในทศวรรษ 2020 ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานอย่างมาก

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่า หากอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานนั้นคงที่ตามอายุและเพศแล้ว โครงสร้างประชากรของประเทศไทยจะเปลี่ยนไปโดยคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้อัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานโดยรวมจะลดลงประมาณร้อยละ 5 ระหว่างปี 2563 ถึงปี 2603 และจำนวนแรงงานลดลงถึง 14.4 ล้านคน ทั้งนี้จำนวนแรงงานที่ลดลงอาจส่งผลให้ประเทศอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงานซึ่งอาจขัดขวางโอกาสในการเติบโตของประเทศไทยได้ อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น อาจช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้บางส่วน ในขณะที่ผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ อาจทวีความรุนแรง เนื่องจากความต้องการแรงงานที่มีทักษะความชำนาญในด้านนี้เพิ่มมากขึ้น

ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ไทยมีปัญหาการกระจุกตัวของการผลิตและการจ้างงานสูง เกิดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ แต่ระบบประกันสังคมช่วยสร้างระบบสวัสดิการขนาดใหญ่ครอบคลุมแรงงานในระบบทั่วทั้งประเทศ และ สร้างระบบการออมแบบบังคับเพื่อดูแลผู้สูงอายุในวัยเกษียณ จากงานวิจัยของ ศ. ดร. ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ พบว่า ความเหลื่อมล้ำของค่าจ้าง มีดัชนีจินีอยู่ที่ 0.4 ถือว่าสูงเกินไปและโอกาสการมีงานทำ หรือ working-lifetime สั้นเกินไป แรงงานจำนวนไม่น้อยออกจากตลาดแรงงานในระบบโรงงานตั้งแต่อายุ 45 ปี การทำงานหรือประกอบอาชีพอะไรหลังจากนั้นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม ปัญหาการกระจุกตัวของการผลิต การประกอบการ การจ้างงานในประเทศไทย สะท้อน ปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติพื้นที่อย่างชัดเจน กรุงเทพและปริมณฑลมีการจ้างงานในระบบ 6-7 ล้านคน มีสถานประกอบการในระบบกว่า 239,000 แห่ง มีจีดีพีอยู่ที่ 7.5-7.6 ล้านล้านบาท และมีโอกาสการมีงานทำสูงสุด

เป้าหมายทางนโยบายสาธารณะต้องลดการกระจุกตัวและกระจายโอกาสในการจ้างงานไปยังทั่วทุกภูมิภาค การย้ายแหล่งการผลิตและการจ้างงานไปยังต่างจังหวัดตามภูมิภาคต่างๆ จะเกิดผลดีต่อพื้นที่ และ เกิด “ตัวทวีคูณท้องถิ่น” (Local Multiplier) นอกจากนี้ยังลดปัญหาความแออัด ปัญหามลพิษทางอากาศและปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสลัมในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และ การแตกสลายของสถาบันครอบครัวในชนบทจากการที่พ่อแม่ลูกไม่ได้อยู่ด้วยกัน

ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจและภาคการผลิตบางส่วนต้องอาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะงานที่ใช้ทักษะต่ำ ขณะที่แรงงานไทยทักษะปานกลางและสูงจำนวนไม่น้อยเคลื่อนย้ายไปทำงานในต่างประเทศที่มีค่าตอบแทนสูงกว่ามาก ลักษณะการเคลื่อนย้ายแบบนี้ คือ แรงงานทักษะต่ำไหลเข้า แรงงานทักษะปานกลางและสูงจำนวนหนึ่งไหลออก สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างตลาดแรงงาน ระบบค่าจ้าง และบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถยกระดับขึ้นมาเป็นระบบเศรษฐกิจการผลิตที่ใช้แรงงานทักษะสูง และ ผลิตสินค้ามูลค่าสูงด้วยนวัตกรรมได้อย่างแท้จริง ยังติดกับดักโครงสร้างการผลิตและเศรษฐกิจแบบเดิม ขณะเดียวกัน ในอีกประมาณ 17 ปีข้างหน้า ไทยจะ เข้าสู่ “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” คาดการณ์ว่าจะมีผู้สูงอายุถึง 30% ขณะที่วัยแรงงานลดลงเหลือ 55% และวัยเด็กเพียง 12% อัตราภาวะเจริญพันธุ์ของไทยที่ต่ำกว่าระดับทดแทนในปัจจุบันนั้น หากพิจารณาจากประสบการณ์ของประเทศที่มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทนมาก่อนประเทศไทย พบว่ายังไม่มีประเทศใดสามารถทำให้อัตราภาวะเจริญพันธุ์เพิ่มสูงขึ้นได้ภายในระยะเวลา 10-20 ปี

ประเด็นที่สำคัญที่ต้องแก้ไขคือการปรับทัศนคติว่าการมีบุตรไม่ใช่เรื่องของแต่ละครอบครัวอย่างเดียว หากว่าเป็นเรื่องของส่วนรวมด้วย เนื่องจากเด็กๆของแต่ละครอบครัวจะเป็นทุนมนุษย์สำคัญของสังคม เป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่จะรองรับสัดส่วนประชากรสูงวัยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ประชากรวัยทำงานเป็นแหล่งรายได้ภาษีของภาครัฐเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายสวัสดิการให้ผู้สูงอายุ ประเทศไทยต้องใช้งบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี เฉลี่ยปีละ 7.6-7.7 แสนล้านบาท หรืออย่างต่ำ 4.5% ของจีดีพี โดยมีกองทุนชราภาพ กองทุนประกันสังคมเป็นผู้รับผิดชอบดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุที่ใหญ่ที่สุด แม้นสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี แต่งบประมาณที่จัดสรรไปสู่รายจ่ายทางด้านสวัสดิการสังคมของไทยยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับจีดีพี คือ อยู่ที่ไม่เกิน 5% ประเทศสแกนดิเนเวียจะอยู่ที่ 29-30% ขณะที่รายจ่ายสวัสดิการสังคมต่องบประมาณของไทยจะอยู่ที่ 20% กว่าๆและมีแนวโน้มสูงขึ้น เรื่อย ๆ ภาวะดังกล่าวสะท้อนรายได้ภาษีต่อจีดีพีต่ำและยังขึ้นอยู่กับภาษีทางอ้อมและภาษีเงินได้เป็นหลัก

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า มีความวิตกกังวลในระดับโลกและในไทยว่า เทคโนโลยีใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ หุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติอาจทำให้ตำแหน่งแรงงานมนุษย์หดหายมากเกินไปจนทำให้จีดีพีโดยรวมอาจลดลงได้ แต่แนวโน้มที่คาดการณ์ได้แน่ๆเลย ก็คือ ส่วนแบ่งจีดีพีที่เคยเป็นค่าจ้างแรงงานมนุษย์จะลดลงอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ต้องเผชิญสถานการณ์น้ำมันแพงอีกหลายปี การปฏิรูประบบแรงงานจึงต้องนำประเด็นนี้มาพิจารณาด้วย ตนเสนอให้มีการปฏิรูประบบแรงงานรับมือสมองกลอัจฉริยะ หรือ AI และเพิ่มความเป็นธรรมและความสามารถแข่งขัน

การเร่งอัตราการขยายตัวทางผลิตภาพขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยดีขึ้นและตอบโจทย์ปัญหาการขาดแคลนแรงงานมนุษย์ที่จะรุนแรงขึ้นในทศวรรษหน้า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI หุ่นยนต์ จักรกลอัตโนมัติจะทำให้อาชีพและตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไปแบบพลิกโฉม จำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบการศึกษาเรียนรู้ ระบบพัฒนาทักษะ และ ระบบแรงงานทั้งระบบเพื่อให้ แรงงานมนุษย์สามารถทำงานร่วมกับ AI และ ระบบหุ่นยนต์ได้ดีขึ้น และหลายอย่างสมองกลอัจฉริยะหรือ AI สามารถทำงานได้ดีกว่าแรงงานมนุษย์และเสริมการทำงานของมนุษย์ ระบบ Software คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการคำนวณประกอบกับการใช้ Big Data และ Machine Learning สามารถทำงานทางด้านการวิเคราะห์ การคำนวณ การประเมินการลงทุน การศึกษา การวิจัย ได้อย่างดี เป็นต้น

กรณีของไทย การว่างงานจากหุ่นยนต์ จักรกลอัตโนมัติและเอไอแย่งงานแรงงานมนุษย์ยังไม่รุนแรง และ สังคมยังมีแนวโน้มขาดแคลนแรงงานมนุษย์ อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตการใช้เอไอมีผลกระทบต่อการจ้างงานแรงงานมนุษย์ควรใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานเข้มงวดเรื่องการเลิกจ้าง มากกว่า การใช้วิธีเก็บภาษีหุ่นยนต์และภาษีเอไอ เพราะการเก็บภาษีอาจไปสกัดกั้นการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้

ตนมีข้อเสนอดังต่อไปนี้ ข้อแรก ขอให้รัฐบาลไทยทำการปฏิรูปกฎหมายแรงงานและปรับปรุงสวัสดิการแรงงานพื้นฐานให้เป็นไปตามมาตรฐานของอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และควรให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO 102 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบประกันสังคม เพื่อรับประกันความครอบคลุมทั่วถึงของระบบประกันสังคม เสริมสร้างโครงสร้างทางกฎหมายและการสนับสนุนทางการเมือง อันเป็นบ่อเกิดของระบบประกันสังคมที่ประสิทธิภาพ ยั่งยืนและตอบสนองต่อพลวัตทางเศรษฐกิจและสังคม ข้อสอง รัฐบาลควรรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง อนุสัญญาสองฉบับนี้จะทำให้คุณภาพชีวิตและสวัสดิภาพของแรงงานดีขึ้นโดยรัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณมาดูแล จะเกิดกลไกและกระบวนการในการแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรมมากขึ้นในระดับสถานประกอบการแต่ละแห่ง

แต่ต้องทำให้เกิดระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดีในภาคการผลิตภาคบริการต่างๆ ด้วย ขบวนการแรงงานและนักวิชาการแรงงานได้เคลื่อนไหวเรียกร้องต่อเนื่องมามากกว่า 20 ปีแล้ว รัฐไทยควรยอมรับอนุสัญญา ILO 87/98 สิทธิในการรวมตัวและสิทธิในการเจรจาต่อรองของผู้ใช้แรงงาน การให้แรงงานข้ามชาติสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ ซึ่งหากมีองค์กรของแรงงานข้ามชาติหรือสหภาพแรงงานจะทำให้ปัญหาการค้าแรงงานทาสและค้ามนุษย์ (ส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติ) ในไทยดีขึ้นด้วย หรือ เปิดโอกาสให้แรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติสามารถตั้งสหภาพแรงงานร่วมกันได้ หรือสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเดียวกันได้ (อาศัยหลักสามัคคีทุกเชื้อชาติและแรงงานเป็นพี่น้องกันทั่วโลกตามหลักภราดรภาพนิยมและนำมาสู่สันติสุขและความเป็นธรรมในสถานประกอบการ) หรือ เปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งสหภาพฯแบบทั่วไปที่สมาชิกไม่สังกัดบริษัท อาชีพ อุตสาหกรรม หากไทยสามารถยกระดับมาตรฐานแรงงานดังกล่าวได้ ย่อมมีโอกาสที่ไทยขึ้นมาอยู่ Tier 1 เกิดผลดีการค้าการลงทุนระยะยาว สร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมที่แบ่งปันกันมากขึ้นหากรัฐบาลชุดนี้รับรองอนุสัญญาจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง

ข้อสาม ต้องมีแนวทางให้เกิดความยั่งยืนทางการเงินของระบบประกันสังคมอย่างแน่นอนโดยเฉพาะกองทุนชราภาพ ข้อสี่ ขอให้รัฐบาลเร่งรัดออกกฎหมายคุ้มครอง ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพแรงงานนอกระบบ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรได้ และ ข้อห้า ขอเสนอให้สร้างโอกาสให้หญิงและชาย รวมทั้งแรงงานต่างด้าว มีงานที่มีคุณค่าและก่อให้เกิดความสำเร็จโดยจะต้องมีเสรีภาพ เสมอภาค ความมั่นคงและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ข้อหก รัฐบาลควรส่งเสริมให้ แรงงานไทยในต่างประเทศ ได้รวมตัวกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการจัดตั้งสหภาพแรงงาน และ เสนอให้ แรงงานข้ามชาติในไทย สามารถเป็น สมาชิกสหภาพแรงงานในประเทศไทยได้ หรือ สามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานร่วมกับแรงงานไทยได้

ข้อเจ็ด การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยภาพรวมนั้น ต้องอาศัยทั้งการยกระดับผลิตภาพของแรงงาน ผลิตภาพของทุน ผลิตภาพจากการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งผลิตภาพของระบบราชการและระบบการเมืองไปพร้อมกัน จะอาศัยแต่ผลิตภาพของแรงงานในระบบการผลิตย่อมไม่เพียงพอ ข้อแปด ยืดการเกษียณของคนทำงานในทุกระบบของไทย อายุเฉลี่ยของประชากรไทยปัจจุบันอยู่ที่ 78 ปี อายุเกษียณของแรงงานในระบบธุรกิจอุตสาหกรรมและภาคเอกชนไทยอยู่ที่ 55 ปี และอายุเกษียณของข้าราชการอยู่ที่ 60 ปี ระบบบำนาญต้องจ่ายประมาณ 18-23 ปี ซึ่งระบบบำนาญจะประสบปัญหาความยั่งยืนทางการเงินในอนาคตอย่างแน่นอน หากไม่ยืดเวลาการเกษียณอายุออกไป นอกจากนี้ยังจะประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานในหลายสาขา และ ควรพัฒนาให้เกิดระบบบำนาญถ้วนหน้า