
เมื่อวันที่ 21 เมษายน เว็บไซต์ขแมร์ไทม์ส เปิดเผยรายงานการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ฉบับใหม่ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้เผยให้เห็นถึงผลกระทบวงกว้างจากความขัดแย้งทางชายแดน ระหว่างกัมพูชากับไทย ซึ่งทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องพลัดถิ่น เมื่อช่วงปลายปี 2568 และส่งผลให้การค้า การท่องเที่ยว การเกษตร และการส่งเงินกลับประเทศ ลดลงอย่างมาก
รายงานดังกล่าว ระบุว่า การเผชิญหน้าทางทหาร ทำให้ประชาชนกว่า 644,000 คน ต้องพลัดถิ่น ในช่วงสูงสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2568 โดยกว่า 347,000 คน ถูกบังคับให้ไปอยู่ในที่พักชั่วคราว และเกือบ 300,000 คน ได้รับการช่วยเหลือจากชุมชน
ณ เดือนมกราคมปีนี้ ยังมีประชาชนอีก 141,850 คน ที่ยังคงต้องพลัดถิ่น ซึ่งเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ยืดเยื้อ โดยการสู้รบยังนำไปสู่การปิดโรงเรียน 883 แห่ง และสถานพยาบาลกว่า 50 แห่ง
จากการสำรวจของยูเอ็น ยังพบว่า รายได้ครัวเรือนปรับลดลงอย่างมาก โดยครอบครัวผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ มีรายได้ลดลง 34 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ผู้ที่เดินทางกลับประเทศ มีรายได้ลดลง 49 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้น และชาวกัมพูชาที่เดินทางกลับจากประเทศไทยกว่าครึ่ง อยู่ในสภาพ “ตกงาน”
ขณะที่ครัวเรือนเกษตรกรต้องประสบกับการสูญเสียผลผลิตสูงถึง 42.7 เปอร์เซ็นต์ โดยสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงจากหลายปัจจัย ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตรหน้าฟาร์มที่ลดต่ำลง ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการเข้าถึงตลาดที่มีข้อจำกัด
ในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน การเข้าถึงน้ำสะอาดและระบบสุขาภิบาลที่ยังไม่ทั่วถึง โดยมีรายงานปัญหาความแออัดและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่ปลอดภัยในพื้นที่พักพิงของผู้พลัดถิ่น
ขณะที่ภาคการศึกษา ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยมีผู้เรียนกว่า 200,000 คน ที่ได้รับผลกระทบ ส่วนปัญหาด้านสุขภาพจิตก็ขยายวงกว้าง โดย 85.8 เปอร์เซ็นต์ของผู้พลัดถิ่น ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่ทางจิตใจของพวกเขาได้รับผลกระทบอย่างมาก
ผลการวิจัย ยังพบว่า การส่งออกของกัมพูชา ไปยังประเทศไทย ลดลง 13.5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การนำเข้าลดลง 12.7 เปอร์เซ็นต์ โดยเชื้อเพลิงและปุ๋ย เป็นสินค้าที่ได้รับผลกะรทบอย่างมากจากการลดลงดังกล่าว ผู้ค้าจึงได้มองหาทางเลือกอื่นในเวียดนาม และจีน เพื่อรักษาห่วงโซ่อุปทานไว้
ขณะที่มีชาวต่างชาติเดินทางไปกัมพูชา ลดลง 11.6 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะจากประเทศไทยและลาว โดยตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวในกัมพูชาในปี 2568 ลดลงมาเหลือ 855 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การส่งออกสินค้าเกษตร พบว่า มันสำปะหลัง ข้าวโพด และผลไม้ ประสบความสูญเสียมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารและเกษตรโดยรวม จะลดลงไป 156 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับปี 2567
ขณะเดียวกัน การที่แรงงานข้ามชาติเกือบ 900,000 คน เดินทางกลับจากประเทศไทย ทำให้กระแสเงินโอนกลับประเทศหดตัวอย่างหนัก โดยรายได้จากเงินโอนของครัวเรือน ลดลงจากเฉลี่ยปีละ 2,194 ดอลลาร์ เหลือเพียง 110 ดอลลาร์เท่านั้น
ขณะที่ผู้ที่เดินทางกลับประเทศ ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายในการกลับคืนสู่สังคม เนื่องจากส่วนใหญ่ มีงานที่มั่นคงอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว โดยปัจจุบัน ประมาณ 38 เปอร์เซ็นต์ ของคนเหล่านี้ กลับมาว่างงานในกัมพูชา โดยรายได้เฉลี่ยต่อเดือนลดลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 200 ดอลลาร์สหรัฐ โดยหลายครัวเรือนรายงานว่า พวกเขาต้องการงาน อาหาร และเงิน โดย 67.7 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า “การมีงานทำ” เป็นความสำคัญอันดับแรกๆ
โดยยูเอ็น เรียกร้องให้มีมาตรการฟื้นฟูในระยะเริ่มต้น โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูอาชีพ การฝึกทักษะ และการสนับสนุนแบบเจาะจงต่อครัวเรือนผู้พลัดถิ่น และผู้ที่เดินทางกลับประเทศ โดยรายงานได้เน้นย้ำว่า หากไม่มีการวางแผนบูรณาการเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบ กัมพูชาอาจเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ และความเปราะบางทางสังคมที่รุนแรงขึ้นต่อไป
โซ ฟารินา ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน และผู้อำนวยการหลักของศูนย์เอกสารแห่งกัมพูชา (DC-Cam) เปิดเผยว่า การวิจัยเชิงประจักษ์โดยสหประชาชาติเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยืนยันความจริงของประสบการณ์ส่วนบุคคลจากความขัดแย้งบริเวณชายแดน
ฟารินา บอกว่า หลังจากที่ต้องถูกบังคับให้ละทิ้งบ้านโดยทหารไทย และไปตั้งถิ่นฐานในศูนย์ผู้พลัดถิ่น บางคนได้รับบ้านหลังเล็กๆ เป็นที่พักถิงชั่วคราว ในสลาคราม จังหวัดบันเตียเมีนเจย ในฐานะชุมชนที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ ความต้องการขั้นพื้นฐานและการดำรงชีวิต ยังคงเป็นความกังวลและความไม่แน่นอนในอนาคตของพวกเขา แม้จะเป็นเช่นนั้น บางคนก็เริ่มขายอาหารและเครื่องดื่ม ของชำ และเสื้อผ้า และทำธุรกิจอื่นๆ เพื่อเลี้ยงชีพ นอกจากนี้ ก็ยังได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใจบุญบ่อยครั้ง
โดยฟารินา บอกว่า เธอได้ไปเยี่ยมเยียนผู้คนจากพื้นที่บึงตะกวน ที่อาศัยอยู่ใน “บล็อก1” เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา และพบว่า ผู้พลัดถิ่นบางส่วนเป็นแรงงานข้ามชาติที่เดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ และได้หลบหนีออกจากบ้านในช่วงที่เกิดการปะทะกันครั้งแรกระหว่างกัมพูชากับไทย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568
“พวกเขากำลังปรับตัวเข้ากับพื้นที่ใหม่ ทั้งสภาพอากาศ และวิถีการดำรงชีวิต และมองว่า สถานการณ์ปัจจุบันดีกว่าการอยู่ในศูนย์พักพิงผู้พลัดถิ่น การปรับตัวนี้ ไม่ใช่เพียงการเอาตัวรอด แต่ยังสะท้อนถึงความเข้มแข็ง และความยืนหยัดของผู้คนที่ต่อสู้เพื่อความจริง ความยุติธรรม และสันติภาพ” ฟารินา กล่าว และว่า
“ขณะที่บางคนเริ่มตั้งคำถามว่า นี่อาจกลายเป็นที่อยู่อาศัยระยะยาว หรือถาวรของพวกเขา คนอื่นๆยังมีความหวังว่าจะสามารถกลับไปยังบ้านกิดได้ การต่อสู้ของพวกเขาเป็นภาะสะท้อนอย่างชัดเจนถึงระดับความรุนแรงของการกระทำจากกองทัพไทยต่อกัมพูชา”




