ปิยบุตร ชี้คดี 44 สส. ต้องการทำ นิติสงคราม สั่งสอน ลั่นถ้าไม่ให้แก้112 แค่คว่ำร่างในสภาฯ

เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล” ถึงกรณี 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องเอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ร่วมลงชื่อและเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

โดยนายปิยบุตร ระบุว่า ตั้งแต่คดียุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 10 ปี ในข้อหาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จากกรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา มาตรา 112 ต่อเนื่องมาจนถึงคดีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะ ไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กรณี 44 ส.ส.เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา มาตรา 112 ซึ่งอาจส่งผลเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

หากระบอบนี้ ไม่ต้องการให้การแก้ไข มาตรา 112 สำเร็จ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธียุบพรรค / ตัดสิทธิตลอดชีวิต เลย บรรดาผู้กุม ”ใบอนุญาตที่ 2“ สามารถใช้กลไกตามครรลองของรัฐธรรมนูญอย่างเป็นอารยะ ด้วยการใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรคว่ำไป หรือให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.แบบนี้ ขัดรัฐธรรมนูญ

“แล้วพวกเขาทำแบบนี้ เพราะอะไร ใครที่คิดอ่านเดินเกมแบบนี้ คงไม่ต้องการแค่เพียง ให้การแก้ไขมาตรา 112 ไม่สำเร็จ แต่พวกเขาคงต้องการ  ”ทำสงครามสั่งสอน“ ทีหลัง พวกเอ็งอย่าริอ่านทำ “วางสนุ๊ก” ต่อไป พรรคไหนมีเสียงข้างมาก ก็อย่าบังอาจทำ ”ล้อมคอก“ ผู้แทนราษฎร มิให้เสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีกตลอดกาล” นายปิยบุตร ระบุ

Advertisement

นายปิยบุตร ระบุอีกว่า แต่โดยที่พวกเขาไม่ตั้งใจ พวกเขากลับทำให้ประเด็นการเมือง (ประกอบด้วย ผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองที่มีประชาชนสนับสนุน 14.4 ล้านเสียง / 151 ส.ส./ ที่ 1 ของประเทศ) ต้องเผชิญหน้ากับประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์

“ผมยืนยันเสมอมาว่า ประเทศไทยต้องปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ต้องมีสถาบัน อันเป็นมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติ แต่การนำประเด็นสถาบัน มาใช้ประกอบการยุบพรรคการเมืองที่มีประชาชนสนับสนุนจำนวนมาก และตัดสิทธินักการเมืองที่ได้รับความนิยม มีผลงานในสภา ไม่มีประวัติทุจริตคอร์รัปชัน เช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อสถาบันได้ มีวิธีต่างๆอีกมากมาย ที่สกัดการแก้ไข 112 ได้ ไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องทำ “นิติสงคราม” ถึงขนาดนี้” นายปิยบุตร ระบุ