สีดา สอนศรี | วิกฤตการณ์น้ำมัน (Oil Crisis) ในฟิลิปปินส์ จากประสบการณ์อดีตสู่ปัจจุบัน

ฟิลิปปินส์เผชิญกับวิกฤตการณ์น้ำมันรวมทั้งปัจจุบันเป็น 3 ระลอก ระลอกแรก คือ ในปี 1973 จากสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับ ช่วงนี้เป็นช่วงประกาศกฎอัยการศึกของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานมากอส ถึงอย่างไรก็ตามเขาก็สามารถดำเนินการแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างง่ายดายเนื่องจากไม่มีการประท้วงภายในประเทศ มีการประกาศ curfew (เคอร์ฟิว) ให้ประชาชนกลับเข้าที่พักภายในเที่ยงคืน กำหนดการใช้ไฟฟ้าข้างถนนให้ลดลง เพราะฉะนั้นเป็นการประหยัดไฟฟ้าไปในตัวทั้งรถทั้งคน และการผลิตบางประเภท ยกเว้นโรงพยาบาล นอกจากนั้น รถที่ออกมาวิ่งได้หลังเที่ยงคือรถพยาบาลและรถฉุกเฉินทางการแพทย์เท่านั้น สิ่งที่นอกเหนือจากนี้มากอสดำเนินการดังต่อไปนี้

1.การกระจายความเสี่ยงของแหล่งพลังงาน คือ ส่งเสริมให้ดำเนินการนำพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) ที่เมือง Tiwi จังหวัด Albay มาใช้ โดยความร้อนนี้ถ่ายเทผ่านหินและน้ำใต้ดินทำให้เกิดเป็นน้ำร้อนหรือไอน้ำร้อนที่ดันขึ้นมาตามรอยแตกของเปลือกโลก กลายเป็นพลังงานน้ำสะอาดที่เกิดจากภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นเป็นจำนวนมาก

2.การเจรจาทำข้อตกลงกับต่างประเทศเพื่อจัดหาน้ำมัน ด้วยการเจรจาทางการทูตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจกับประเทศที่ผลิตน้ำมัน เพื่อนำน้ำมันเข้ามาในฟิลิปปินส์ได้

3.จัดหาแหล่งน้ำมันทางเลือกด้วยการใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตจากน้ำมันมะพร้าว ซึ่งสามารถเป็นฐานสำหรับเครื่องปั่นไฟในพื้นที่ห่างไกล หรือที่เรียกว่าไบโอดีเซลจากน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากฟิลิปปินส์อุดมไปด้วยการปลูกมะพร้าวเป็นจำนวนมาก

4.ใช้มาตรการอนุรักษ์พลังงาน ด้วยการประหยัดการใช้ไฟฟ้าในบ้าน ลดอุณหภูมิการใช้เครื่องปรับอากาศ การกำหนดการปิด-เปิดไฟ การลดการเปิดไฟฟ้าข้างถนน การกำหนดการใช้ไฟฟ้าในการผลิตในโรงงาน การกำหนดให้ใช้รถเท่าที่จำเป็น เป็นต้น ในช่วงนั้นมาร์กอสสามารถทำได้ เพราะอยู่ระหว่างการประกาศกฎอัยการศึก เนื่องจากมีกฎหมายให้ประชาชนและรถทุกคันกลับเข้าบ้านภายในเที่ยงคืน ไฟถนนก็ปิดเป็นช่วงๆ

Advertisement

5.การใช้นโยบายพลังงานแบบรวมศูนย์ คือการเป็นการจัดการพลังงานจากส่วนกลางที่ให้หน่วยงานหลักในการผลิตไฟฟ้าและกระจายไฟฟ้าไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่มีปัญหา นโยบายนี้คือโครงสร้างการผลิตที่เน้นการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในฟิลิปปินส์แล้วส่งผ่านโครงข่ายสายส่ง (Grid) ระยะไกลไปสู่ผู้บริโภค มาร์กอสสามารถดำเนินการได้เพราะในขณะนั้นเป็นการควบคุมแบบ Top-Down รัฐเป็นผู้กำหนดทิศทางแต่ผู้เดียว เช่น การกำหนดราคาไฟฟ้า การทำแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าหรือการเลือกประเภทเชื้อเพลิงหลักของประเทศ เป็นต้น ข้อดีคือทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำ สามารถควบคุมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและการบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็วในสภาวะวิกฤต ทั้งหมดที่กล่าวมาคือการเกิดภาวะวิกฤตเรื่องพลังงานที่เกิดจากปัจจัยสภาวะสงครามภายนอก ระลอกแรกของฟิลิปปินส์ แต่ถึงแม้มาร์กอสจะพยายามด้วยการแก้ปัญหาดังกล่าวแล้วข้างต้นก็ตาม แต่ก็ยังไม่สำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากยังมีการสู้รบอยู่

วิกฤตการณ์น้ำมันในระลอกที่สองของฟิลิปปินส์คือในช่วงปลายทศวรรษที่ 70 ระหว่างปี 1978-79 เนื่องมาจากการเกิดปฏิวัติในอิหร่าน ทำให้ฟิลิปปินส์ที่นำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเป็นจำนวนมากมีผลกระทบมาก ที่สำคัญอิหร่านตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อระหว่างเอเชียตะวันตก เอเชียกลาง และเอเชียใต้ การนำเข้าน้ำมันจากประเทศอื่นๆ มีความยากลำบากมาก เนื่องจากอิหร่านตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์สูง มีชายฝั่งติดกับอ่าวเปอร์เซีย จึงมีความสำคัญต่อภูมิภาคนี้สูงมาก

แต่จากการวางแผนและการก่อสร้างแหล่งพลังงานในปี 1973 และฟิลิปปินส์ก็ได้สร้างเสร็จในช่วงการเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันในระลอกที่สองได้ในช่วงนี้ แหล่งพลังงานไฟฟ้าดังกล่าวที่ใช้ในระลอกที่สองมีอยู่ 2 แหล่งคือ

1.พลังงานใต้พิภพ ที่โรงไฟฟ้าที่ Tiwi ซึ่งอยู่ในเมือง Tiwi จังหวัด Albay ในภูมิภาค Bicol ซึ่งใช้ไอน้ำจากความร้อนใต้ดินที่เกิดจากภูเขาไฟที่กำลังคุกรุ่นอยู่ ซึ่งได้ใช้มาแล้วในวิกฤตการณ์ช่วงแรก

2.โรงไฟฟ้าที่เมือง Tongonan ที่จังหวัด Leyte หรือที่เรียกว่า Leyte Geothermal Power Complex เป็นการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นแหล่งรวมของโรงไฟฟ้าจำนวนมากอยู่ในบริเวณเดียวกัน มาร์กอสได้สำรวจในปี 1971 แต่ได้ดำเนินการเต็มที่ในปี 1983 จากการพัฒนาร่วมกันของ National Power Corporation และภาคเอกชน ด้วยความร่วมมือของต่างชาติ โรงไฟฟ้าที่นี่เป็นศูนย์กลางของการส่งพลังงานไฟฟ้าในหมู่เกาะ Visayas ซึ่งเป็นหมู่เกาะใหญ่เป็นที่สามของฟิลิปปินส์ โรงไฟฟ้านี้ช่วยลดความเสี่ยงจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลาและเป็นการสนับสนุนกลยุทธ์พลังงานแห่งชาติด้วย ที่สำคัญทำให้ฟิลิปปินส์ลดการนำเข้าพลังงานไฟฟ้าได้ในระยะยาว

แต่เนื่องจากช่วงนี้เกิดวิกฤตทางการเมืองในประเทศ ทำให้ประชาชนมิได้สนใจปัญหาการขาดพลังงานเท่าที่ควร แต่เมื่อมาร์กอสได้ถูกขับออกประเทศแล้วในปี 1986 ประธานาธิบดีที่ทำให้พลังงานไฟฟ้าใต้พิภพได้ถูกขยายมากขึ้น คือสมัยฟิเดล รามอส เขาได้ปรับปรุงแหล่งไฟฟ้าใต้พิภพที่ Leyte ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีสภาพเสื่อมโทรมจากการไม่เอาใจใส่ของรัฐบาลก่อน เขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเพราะเขาได้ปรับปรุงแหล่งไฟฟ้าใต้พิภพที่นี่ร่วมกับไต้หวันและประเทศร่วมลงทุนกับ ประเทศอื่นๆ และภาคเอกชนเป็นลักษณะ PDP (Public and Private Partnership) จากปี 1992-1998 ทำให้ไฟฟ้าที่เคยดับ 8-12 ชั่วโมงต่อวัน เป็นการส่งไฟฟ้าไปทั่วประเทศได้ และโรงไฟฟ้านี้ก็ได้ดำเนินการพัฒนาจากประธานาธิบดีรุ่นสู่รุ่นจนถึงสมัยเฟอร์ดินาน มาร์กอส จูเนียร์ ในปัจจุบัน ที่สำคัญประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกที่บุกเบิกพลังงานไฟฟ้าจากใต้พิภพเป็นประเทศแรกและใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนั้นยังจ่ายไฟฟ้าไปสู่ระบบโครงข่าย (Grid) ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

วิกฤตการณ์ระลอกที่สามของฟิลิปปินส์ คือ ในปัจจุบัน จากสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน รัฐบาลก็ได้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ไม่ยาก เนื่องจากการลดวันทำการเป็น 4 วัน วันละ 10 ชั่วโมง ให้รถออกจากบ้านโดยกำหนด รถทะเบียนคู่-และคี่ ซึ่งการกำหนดนี้ได้ทำมาตั้งแต่ประธานาธิบดีอาร์โรโย (2001-2010) เนื่องจากช่วงนั้นต้องการแก้ปัญหาจราจรติดขัดแต่มีผลดีในสมัยนี้ด้วย

นอกจากผลพวงในอดีตแล้ว มาร์กอส จูเนียร์ ได้เจรจากับอิหร่าน โอมาน บรูไนและประเทศที่ผลิตน้ำมันอื่นๆ ให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อนำน้ำมันเข้ามาในฟิลิปปินส์ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เจรจากับสหรัฐในการสนับสนุนความมั่นคงในทะเลจีนใต้ด้วย ที่สำคัญรัฐบาลได้ประกาศ State of Emergency เพื่อให้ประชาชนลดการใช้พลังงานต่างๆ ตามกฎหมายที่รัฐบาลกำหนด แม้จะไม่สามารถควบคุมการขึ้นราคาน้ำมันตามสภาวะความผันผวนของโลกได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็สามารถควบคุมราคาสินค้าได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากฟิลิปปินส์มีประชากรกว่า 100 ล้านคน การใช้ไฟฟ้าย่อมมากกว่าประเทศที่มีพลังงานน้อย แต่โดยนิสัยของชาวฟิลิปปินส์แล้วต้องทนและอยู่กับสภาวะการขาดพลังงานไฟฟ้าให้ได้ ถ้าเทียบกับประเทศไทยเรายังไม่เคยเผชิญกับไฟฟ้าดับ 10-12 ชั่วโมงต่อวัน เราไม่มีประสบการณ์ การอดทนย่อมน้อยกว่า แม้ฟิลิปปินส์จะมีพลังงานไฟฟ้าจากใต้พิภพมากมายก็ตาม แต่ก็ต้องอาศัยการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน ด้วยประเทศที่เป็นหมู่เกาะมากมายและมีประชากรเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการลงทุนในประเทศมากด้วย สำหรับประเทศไทยแม้จะมีน้ำมันเพียงพอและนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย และใช้พลังงงานแสงอาทิตย์มาก แต่ไม่มีพลังงานไฟฟ้าจากใต้พิภพ ข้อดีของประเทศไทยคือ ประเทศอยู่บนภาคพื้นดิน การขนส่งค่อนข้างสะดวกและประชากรก็น้อยกว่าด้วย ถึงอย่างไรก็ตามทุกประเทศก็มีความเสี่ยงพอๆ กันในช่วงนี้

ปัจจุบันฟิลิปปินส์มีโรงไฟฟ้าที่ผลิตความร้อนจากใต้พิภพ 7 แหล่งด้วยกันคือ

1.Tiwi Geothermal Power Plant ที่จังหวัด Albay

2.Makiling-Banahaw Geothermal Power Plant ที่จังหวัด Laguna และ Batangas

3.Tongonan Geothermal Power Plant ที่จังหวัด Leyte (ใหญ่ที่สุด)

4.Palinpinon Geothermal Power Plant ที่เมือง Valencia เกาะ Negros ภูมิภาควิสายาส์ตอนกลาง

5.BacMan Geothermal Power Plant ที่ภูมิภาค Bicol

6.Mt. Apo Geothermal Power Plant ที่ทางใต้ จังหวัด North Cotabato ในเกาะมินดาเนา

7.Maibarara Geothermal Power Plant ที่ใหม่ที่สุด อยู่ในจังหวัด Batangas เทศบาล Santo Tomas บนเกาะลูซอน ซึ่งเชื่อมต่อกับโรงไฟฟ้า Makiling Banahaw Geothermal Field

จากการเจรจากับผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางและนโยบายการประหยัดพลังงานภายในประเทศก็พอจะช่วยเรื่องการขาดพลังงานได้ และ ณ วันที่ 14 เมษายน หน่วยงานประชาสัมพันธ์ของประธานาธิบดีก็ได้ประชุมร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว หน่วยงานที่ร่วมแถลงนโยบายดังกล่าว ได้แก่ กระทรวงของกระทรวงการพลังงาน กระทรวงการขนส่ง คณะกรรมการออกใบอนุญาตและควบคุมระเบียบเกี่ยวกับรถสาธารณะคมนาคม ธนาคารที่ดินแห่งฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐที่เน้นการพัฒนาชนบทและสนับสนุนภาคการเกษตร เป็นธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในระดับแนวหน้าที่มีสินทรัพย์และเงินฝากอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศ กระทรวงการคลัง เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการณ์พลังงานในระยะยาวแม้จะยังไม่ขาดแคลนน้ำมันในปัจจุบัน จะเห็นว่าฟิลิปปินส์จะร่วมกันกำหนดนโยบายและทำงานร่วมกันในเรื่องวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน