
ไทย-จีน ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจใหม่ หวัง อี้ หนุนเจรจาทวิภาคี แก้ปมชายแดนเขมร ยันไม่แทรกแซง
เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 24 เม.ย.69 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลภายหลังหารืออย่างไม่เป็นทางการกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ โรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่
โดย นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เมื่อช่วงเช้าได้หารือกันไปรอบหนึ่งแล้ว และเมื่อสักครู่ก็ได้หารือกันอีกรอบหนึ่ง ขณะเดียวกัน นายหวัง อี้ ก็ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี และได้มีการหารือกันด้วย ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-จีน เนื่องจากปีที่ผ่านมาเราได้เฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน แต่จริงๆแล้วความสัมพันธ์มีรากฐานมายาวนาน ซึ่งจีนพูดเสมอว่าความสัมพันธ์ไทย-จีน เสมือนเป็นพี่น้องและญาติมิตรที่ใกล้ชิดกัน อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างที่ดีของความสัมพันธ์ที่จีนอยากจะมีกับอาเซียนทุกประเทศ
เราพยายามมองไปข้างหน้า เพราะตนคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ เรามุ่งที่จะดำเนินนโยบายที่ต่อเนื่อง พร้อมไปข้างหน้า และคงมีเสถียรภาพทางการเมืองพอสมควร เพราะฉะนั้นในการจะมองไปข้างหน้า คือเราจะทำแผนปฏิบัติการเพื่อเป็นแนวทางสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อครอบคลุมความสัมพันธ์ในทุกมิติ รวมทั้งความร่วมมือในระดับภูมิภาคและในระดับระหว่างประเทศ
ส่วนมิติใหม่ๆ ของความสัมพันธ์ จะต้องไปสู่การทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาร่วมกัน โดยเฉพาะเราต้องมองไปสู่อนาคตในเรื่องของนวัตกรรม เทคโนโลยี ดิจิทัลและเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจีนมีบทบาทสำคัญในเรื่องของพลังงานโซล่าร์และรถยนต์อีวี ซึ่งจีนก็เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากอยู่แล้ว และยังประสงค์ที่จะลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ เรื่องภูมิภาค จีนถือมีความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมเสถียรภาพของภูมิภาค รวมถึงระดับโลกที่เราเป็นห่วง เนื่องจากปัจจุบันระเบียบโลกที่เน้นกติการะหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอน ดังที่จะเห็นได้จากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเราเห็นว่าทุกประเทศที่มีความเห็นตรงกันควรมุ่งที่จะรักษาระเบียบโลกให้อยู่ในกติกาและกฎหมายระหว่างประเทศในการดำเนินความสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องของการใช้อำนาจเป็นใหญ่
สำหรับกรณีตะวันออกกลาง เราก็มีความเป็นห่วงและได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี ถึงผลกระทบต่อประเทศไทย และประเทศอื่นๆด้วย โดยเฉพาะพลังงาน ที่ขณะนี้เรามีปัญหาเรื่องของเรือที่บรรทุกแก๊ส น้ำมัน และปุ๋ย เช่นเดียวกับจีน ทั้งที่จีนมีจำนวนเรือมากกว่าไทย แต่เขามีความสื่อสารและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่าน นอกจากนี้ยังประสงค์ที่จะให้สันติภาพเกิดขึ้นโดยเร็ว ทางนายกรัฐมนตรีจึงได้ขอให้ฝ่ายจีนช่วยพูดอีกทางหนึ่งในเรื่องของพลังงาน และเรือให้ผ่านเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ เพราะปัจจัยเรื่องน้ำมันแก๊ส และปุ๋ยในประเทศไทยสำคัญ เพราะเราผลิตและส่งออกอาหาร หากขาดปุ๋ยเราก็จะมีข้อจำกัด
นายสีหศักดิ์ กล่าวเสริมอีกว่า ก่อนที่ นายหวัง อี้ จะมาประเทศไทยได้เดินทางไปยังกัมพูชามาก่อน ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน จึงอยากเห็นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาได้รับการฟื้นฟูในฐานะเพื่อนบ้าน ซึ่งเขาเห็นว่าความสัมพันธ์ที่ดี และสันติภาพระหว่างประเทศทั้งสองจะเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความมั่นคงของภูมิภาค
พร้อมย้ำว่า “เรื่องนี้ตนและนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าประเทศไทยเรามีนโยบายที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านด้วยสันติภาพและความมั่นคงร่วมกัน เราไม่ได้ปฏิเสธการเจรจาเลยกับกัมพูชา เพียงแต่ว่าในการเจรจานั้น เรื่องของความจริงใจต่อการที่เราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันก่อน ตนเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เราสามารถเจรจาในเรื่องต่างๆได้ อย่างเช่น JBC เป็นต้น แต่ในช่วงนี้การประชุมควรจะเน้นการเจรจา ขณะเดียวกันเราควรจะพูดคุยในเรื่องของความร่วมมือชายแดน ความมั่นคงชายแดน การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจด้วยมาตรการต่างๆทุกอย่างจะได้คืบหน้า“
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ฝ่ายจีนไม่เห็นด้วยที่จะนำเอาประเด็นปัญหาทวิภาคีไปสู่เวทีระหว่างประเทศ โดยเห็นว่าปัญหาทวิภาคีก็ต้องแก้ไขโดยการเจรจาทวิภาคี เพราะฉะนั้นหากฝ่ายกัมพูชามุ่งแบบนั้นจริง ด้วยความจริงใจไม่มีการกดดันประเทศไทย ตนคิดว่าการเจรจาต่างๆ ก็จะคืบหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ส่วนอีกเรื่อง นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ตนเพิ่งเดินทางไปเยือนเมียนมา และนายหวัง อี้ ก็จะเดินทางไปยังเมียนมา จึงได้เล่าให้ฟังว่าตนไปมาแล้วและผลการเยือนเป็นอย่างไร ซึ่งนโยบายของไทย คือ เราอยากนำเมียนมากลับมาสู่อาเซียน แต่ในขณะเดียวกันเมียนมาก็ต้องตอบสนองต่อข้อกังวลของอาเซียนด้วยทั้งสองทาง ฉะนั้นยืนยันว่าประเทศเมียนมามีความสำคัญต่ออาเซียน และจะทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็ง แต่ทางเมียนมาก็ต้องแสดงถึงการตอบสนองต่อข้อกังวลต่างๆ ซึ่งไทยพร้อมที่จะสร้างสะพานระหว่างเมียนมากับอาเซียน
เมื่อถามว่า ฝ่ายจีนมีข้อเสนอที่จะเป็นตัวกลางในการพูดคุยด้วยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า จีนบอกไม่แทรกแซง และมีความปรารถนาดีหากไทยอยากจะให้ช่วยอำนวยความสะดวกเหมือนที่เคยช่วยเมื่อปีที่แล้ว เขาก็ยินดี แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับทั้งสองประเทศ ซึ่งจีนย้ำว่าเขาไม่ประสงค์ที่จะแทรกแซง แต่อยากจะเห็นทั้งสองประเทศแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาทวิภาคี
ส่วนมีการเสนอขยายความร่วมมือระหว่างไทย-จีนหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัลเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจะเป็นประเด็นใหม่ๆในการร่วมมือระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งจีนมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน พลังงานโซลาร์ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า ที่จีนเป็นอันดับหนึ่งในตอนนี้ และในประเทศไทยจีนก็เข้ามาลงทุนเยอะ ซึ่งในวันนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้ขับรถอีวีของจีนพานายหวัง อี้ ไปยังร้านอาหาร
สำหรับการท่องเที่ยวจีนที่หดหายไปในหลายจังหวัดของไทยได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ตนจึงมาหารือในที่ที่สวยงาม และมีบรรยากาศดี ซึ่งเขาก็แฮปปี้มากที่พาเขามาที่จังหวัดกระบี่ เพราะเขาไม่เคยมาแล้วก็ประทับใจ จึงเชื่อว่าเขาคงไปเล่าต่อว่าประเทศไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง
นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังยอมรับด้วยว่าได้มีการหารือถึงเรื่องของสแกมเมอร์ต่อจากที่ได้มีการจัดประชุมระหว่างประเทศตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนระดับโลกในการต่อต้านขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะออนไลน์ ซึ่งจีนต้องการที่จะสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นไทยกับจีนจึงเห็นตรงกันและย้ำว่าจะร่วมมือกันที่จะขับเคลื่อนต่อไป
ทั้งนี้ มีโอกาสในการร่วมมือระหว่างจีน ไทย กัมพูชา และเมียนมา ในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์หรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า สำหรับโอกาสในการมีความร่วมมือหลายฝ่าย เช่น ไทย กัมพูชา เมียนมา และจีน ในการแก้ปัญหา เรื่องนี้ปัจจุบันยังไม่มีกรอบความร่วมมือแบบ 3 หรือ 4 ฝ่ายอย่างเป็นทางการ แต่อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์กับเมียนมามีทั้งประเด็นภายในประเทศ และประเด็นสำคัญเรื่องชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้ เราจึงเดินหน้าในเรื่องการปราบปรามอาชญากรรม เช่น แก๊งสแกมเมอร์ ยาเสพติด ปัญหามลพิษทางอากาศและน้ำ รวมถึงการฟื้นฟูการค้าชายแดน ซึ่งในปัจจุบันจีนมีการหารือกับเมียนมาและกัมพูชา ขณะที่ไทยก็มีการหารือกับเมียนมา และมีความประสงค์จะร่วมมือกับกัมพูชาในเรื่องเหล่านี้ด้วย




