คลังออก ‘พ.ร.ก.กู้เงิน’ 4 แสนล้าน แก้สูตรแจกคนละครึ่ง 4,000 บาท

1-pok

คลังเล็งออก พ.ร.ก.กู้เงินแค่ 4 แสนล้าน “เอกนิติ” รัดเข็มขัดเข้ม-คุมกู้ภายใต้กรอบที่มีอยู่ หวังไม่ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70% สั่งตัดงบฯรายจ่าย ปี’70 ทั้ง“ดูงาน-พัฒนาจังหวัด-สร้างตึกใหม่” กวาดเงินตุน “หน้าตัก” รับมือวิกฤตลากยาว ขุนคลังแจงเตรียมเติมเงินใส่บัตรสวัสดิการเป็นเดือนละ 1,000 บาท พร้อมปรับสูตรคนละครึ่งรัฐจ่าย 60% เปิดลงทะเบียน พ.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงาน ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีภาระต้นทุนโลจิสติกส์และราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น เกิดแรงกระแทกต่อภาวะเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งมาตรการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดพึ่งพาการนำเข้า โจทย์สำคัญของรัฐบาลคือการหาเงินเพื่อมาดำเนินมาตรการต่าง ๆ

รัดเข็มขัด-เงินกู้ 4 แสนล้าน

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ตั้งเป้ากรอบวงเงินกู้ไว้ราว 4 แสนล้านบาท จากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินสำหรับใช้เยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น 200,000 ล้านบาท และใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอีก 200,000 ล้านบาท

“ตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะออก พ.ร.ก.วงเงินแค่ 400,000 ล้านบาท ไม่ถึง 500,000 ล้านบาท เพื่อจะไม่ไปกดดันว่าจะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70% และคาดว่าวงเงินระดับ 400,000 ล้านบาทน่าจะเพียงพอ แม้ว่าการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนเงินงบประมาณอาจจะได้วงเงินไม่ถึง 80,000 ล้านบาท”

อย่างไรก็ตามหากมีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ก็เป็นไปได้ที่จะขยายเป็น 75% แต่ก็คงไม่ใช่ช่วงนี้ ทั้งนี้กรณีมูดีส์ประกาศปรับมุมมองเครดิตเศรษฐกิจไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” ก็ช่วยลดแรงกดดันของประเทศไทยไปได้ แต่การดูแลฐานะการคลังก็ยังจำเป็น

Advertisement

ขณะที่นายเอกนิติให้สัมภาษณ์เมื่อ 22 เมษายนที่ผ่านมาว่า ในการประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ และได้มีมติให้ตัดงบฯรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทั้งการดูงานต่างประเทศ การก่อสร้างใหม่

การออกโดย พ.ร.ก.กู้เงินวงเงินจะไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ 70% ของจีดีพี โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ของจีดีพี เหลือช่องว่างอีก 4% คิดเป็นเงินที่กู้ได้ 8 แสนล้านบาท มากกว่าวงเงินออก พ.ร.ก.กู้เงิน จึงไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะในขณะนี้

Advertisememt

พร้อมคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตใกล้ ๆ 1.4% ส่วนปีหน้า 2.2% จากผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

ตัดงบฯดูงาน-ก่อสร้างตึกปี’70

นายเอกนิติระบุว่า สำหรับการออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อนำไปใช้ในช่วงเดือน พ.ค.-ต.ค. 2569 เนื่องจากเป็นช่วงสุญญากาศ ก่อนที่งบประมาณปี 2570 จะบังคับใช้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงินมาดูแลกลุ่มเปราะบางและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นพลังงานสะอาด ซึ่งจะเสริมกับเงินที่จะมาจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ที่คาดจะได้ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาท

“การกู้มีความจำเป็น เพราะถ้าไม่กู้อาจจะมีอันตรายต่อเศรษฐกิจมากกว่า”

รองนายกฯกล่าวด้วยว่า งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่มีวงเงินรายจ่าย 3.788 ล้านล้านบาท จะมีการพิจารณาตัดงบฯที่ไม่จำเป็น ทั้งการดูงานต่างประเทศ งบฯพัฒนาจังหวัด งบฯก่อสร้างที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะที่จะก่อสร้างตึกใหม่ต่าง ๆ เนื่องจากวันนี้ต้องดูแลประชาชนก่อน

เข้มใช้เงินทุกบาทอย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ นายเอกนิติได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเรียกว่าฉุกเฉินและไม่มีทางเลือกอื่น โดยสิ่งหนึ่งที่ตนพยายามทำ คือดูงบประมาณในส่วนอื่น ว่ามีเหลือขนาดไหนที่จะสามารถทำเป็น พ.ร.บ. เพื่อเตรียมที่จะเอามาช่วยเยียวยาประชาชน

โดยการขาดดุลงบประมาณที่ทำได้ไม่เกิน 20% ของรายจ่ายงบประมาณประจำปี รวมกับ 80% ของการชำระต้นเงินกู้ ดังนั้นจะต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่า และหากมีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172 หรือการออก พ.ร.ก.กู้เงิน

“ผมก็ต้องเตรียมกระสุนไว้ ถ้างบประมาณที่เราสามารถเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอ ก็ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่นเพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเยียวยา และสิ่งที่ตนพยายามทำไว้คือ นอกจากเอามาใช้ในกลุ่มเยียวยา ยังเอามาใช้ในการเปลี่ยนผ่านประเทศช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤต”

เติมบัตรสวัสดิการ 1,000 บาท

ก่อนหน้านี้นายเอกนิติให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า มาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางจะต้องดูแลกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการ 13.4 ล้านคนเพิ่มเติม จากเดิมได้รับวงเงินเดือนละ 300 บาท ที่ผ่านมา ครม.มีมติเพิ่มอีก 100 บาท เป็น 400 บาท เป็นเวลา 1 เดือน แต่กำลังพิจารณาว่าอาจจะเติมให้อีกเป็นเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งต้องใช้เงินประมาณ 13,400 ล้านบาทต่อเดือน

นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการคนละครึ่งกำลังพิจารณาว่าอาจจะไม่ใช่คนละครึ่ง แต่รัฐต้องช่วยมากกว่าครึ่ง ซึ่งหากช่วยเท่าเดิม 20 ล้านสิทธิ ก็ใช้เงินประมาณ 20,000 ล้านบาท แต่ตรงนี้ยังรอสรุปอีกครั้ง โดยวงเงินและจำนวนคนที่ได้รับสิทธิอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม

คนละครึ่งพลัส 1,000 บ. 4 เดือน

ล่าสุดนายเอกนิติกล่าวว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ภายใต้ “ไทยช่วยไทยพลัส” ตั้งใจว่า จะให้เริ่มดำเนินการในเดือน มิ.ย. โดยรัฐออกให้ 60% ประชาชนออก 40% ซึ่งจะลงทะเบียนในเดือน พ.ค. โดยระบบการลงทะเบียนยังคงเหมือนเดิม คือ ผ่านระบบ “เป๋าตัง” และเบื้องต้นวางแผนจะจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งโครงการนี้เป็นไปตามนโยบายนายกรัฐมนตรีที่จะมาช่วยเรื่องการเยียวยาค่าครองชีพที่สูงด้วย

ปรับสูตรคนละครึ่งรัฐจ่าย 60%

ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ให้สัมภาษณ์เมื่อ 24 เมษายนที่ผ่านมาถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่าขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังศึกษาและคิดโมเดลในการดำเนินการอยู่ ว่าจะออกมาในรูปแบบใด แต่หลัก ๆ น่าจะคล้ายเดิม เพียงแต่เปลี่ยนชื่อจากคนละครึ่งเป็น “ไทยช่วยไทยพลัส” รวมถึงเปลี่ยนตัวเลขและสัดส่วนการดำเนินโครงการ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ารัฐจะออกให้ 60% ประชาชนออก 40%

นายภราดรอธิบายว่ารูปแบบการจ่ายเงินน่าจะจ่ายให้เป็นรายเดือนมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น 1,000 หรือ 1,500 บาท ส่วนจะให้กี่เดือนนั้นต้องดูวงเงินงบประมาณ และจำนวนสิทธิที่ประชาชนจะได้ก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างการคำนวณโมเดล

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบงบฯกลาง ซึ่งน่าจะมีประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมคงต้องใช้งบฯกลางไปก่อน ส่วนการโอนงบประมาณกำลังให้สำนักงบประมาณไล่เช็กจำนวน

ธ.ก.ส.ชง “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง”

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ในวันที่ 30 เม.ย.นี้ เตรียมนำโครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” วงเงิน 30,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไปเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2569 เสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ธ.ก.ส.อนุมัติดำเนินการ ซึ่งหลังจากนั้นก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะให้เกษตรกรกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาทต่อ 1 ฤดูกาลเพาะปลูก เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยแค่ 3% รัฐจ่าย 3% แล้ว ธ.ก.ส.รับภาระอีกส่วนประมาณ 0.4-0.5% ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกร แก้ปัญหาปุ๋ยขาดแคลน และเป็นการใช้ปุ๋ยตรงกับคุณภาพดิน ผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำเกษตรแม่นยำ เพื่อยกระดับการทำเกษตรของรายย่อย

“โครงการนี้จะเป็นการปรับในเรื่องวินัยด้วย เพราะดอกเบี้ยตัวนี้ถูก เกษตรกรขายผลผลิตจะต้องไม่รับชำระเป็นเงินสด แต่ให้มีการโอนเงิน และต้องยินยอมให้ทาง ธ.ก.ส.หักชำระเงินงวด ซึ่งเกษตรกรก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ 3% แทนที่จะเป็น 6% กว่า เพราะปกติโครงการแบบนี้ดอกเบี้ยจะเริ่มที่ MRR จะอยู่ที่ 6% กว่า”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง