นักวิชาการชี้ช่อง‘ความหวัง’ ‘ดับไฟใต้’ยุค‘อนุทิน’

นักวิชาการชี้ช่อง‘ความหวัง’ ‘ดับไฟใต้’ยุค‘อนุทิน’

หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการกรณีนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ชี้แจงตอนหนึ่งในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ถึงเป้าหมายยุติเหตุรุนแรงในปี 2570 เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่มีการทบทวนเนื่องจากไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ในแง่การทำงานถือว่าเป็นความท้าทาย ที่ต้องให้ทุกหน่วยงานช่วยกันผลักดันให้บรรลุ รวมทั้งการที่นายกรัฐมนตรีให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (วันนอร์) ในฐานะประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งการเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ดุลยรัตน์ บูยูโส้ะ
ประธานคณะขับเคลื่อน
ประสานการพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่

ขอแสดงความยินที่ขณะนี้มีคำสั่งแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถือเป็นการส่งสัญญาณบวกที่ทำให้เห็นว่ากระบวนการพูดคุยยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่ถูกปล่อยให้หยุดชะงักที่ไม่เกิดผลดี

Advertisement

สิ่งที่อยากสะท้อนอย่างชัดเจนคือกระบวนการพูดคุยกับกลุุ่มผู้เห็นต่างนั้น ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงในส่วนกลาง หรือเป็นเพียงการตัดสินใจจากห้องแอร์เท่านั้น แต่รัฐบาลควรเปิดพื้นที่ให้คนทำงานระดับพื้นที่หรือใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอยู่กับปัญหาจริง เห็นข้อเท็จจริง และสัมผัสความรู้สึกของประชาชนโดยตรง ได้มีส่วนร่วมอยู่ในคณะพูดคุยด้วย น่าจะช่วยทำให้กระบวนการพูดคุยมีความชัดเจนมากขึ้น

โดยเฉพาะประเด็นสำคัญตาม 3 สารัตถะหลัก ทั้งเรื่อง End State หรือเป้าหมายสุดท้าย, JCPP (Joint Comprehensive Plan towards Peace) หรือแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม ระหว่างคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทยและกลุ่มบีอาร์เอ็น และการลดเหตุรุนแรง สุดท้ายแล้วทั้งหมดคือเรื่องของการเจรจาเพื่ออนาคตของพื้นที่ และประชาชนต้องการเห็นโต๊ะเจรจาที่มีความจริงใจ ไม่ใช่เพียงโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์

ข้อเสนอสำคัญถึงหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่ คือ ไม่ควรทำงานในลักษณะสั่งการจากบนลงล่าง แต่ต้องเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้ร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมกำหนดทิศทางตั้งแต่ต้น เพราะคนในพื้นที่คือผู้ที่อยู่กับปัญหานี้มายาวนานที่สุด การวางยุทธศาสตร์ใดๆ ต้องเริ่มจากการรับฟังเสียงของประชาชน

ส่วนเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการให้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้คลี่คลายภายในปี 2570 นั้น มองว่ายังมีอุปสรรคอีกมาก และยังไม่เห็นความเป็นรูปธรรมชัดเจน เพราะการพูดคุยระหว่างทั้งสองฝ่ายยังไม่เพียงพอ โอกาสในการสร้างความไว้วางใจยังมีน้อย

สำหรับประเด็นที่มีการพูดถึงว่า ทหารอาจจะถอนกำลังออกจากพื้นที่ในปี 2570 นั้น เห็นว่าต้องพิจารณาตามสถานการณ์จริง ไม่ควรกำหนดเพียงตามกรอบเวลา เพราะต้องยอมรับว่ากลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ หรือบีอาร์เอ็น ยังมีกำลังและศักยภาพในการเคลื่อนไหวแม้อาจไม่ได้ใช้รูปแบบการสู้รบแบบเดิม แต่ยังคงมีการซุ่มโจมตีและปฏิบัติการในรูปแบบของเขาเอง

ในมุมของภาคประชาสังคม ไม่ได้มองฝ่ายเห็นต่างว่าเป็นเพียงกลุ่มก่อความไม่สงบ แต่เห็นว่าเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองกับรัฐ ซึ่งภาคประชาชนอยู่ตรงกลาง และต้องการเห็นการคลี่คลายด้วยกระบวนการสันติภาพมากกว่าการใช้กำลัง

แม้ประชาชนจำนวนมากอยากเห็นการลดบทบาททางทหารและการถอนกำลังออกจากพื้นที่ แต่สิ่งสำคัญคือต้องสร้างความเข้มแข็งให้พื้นที่ก่อน ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย มีความพร้อม และมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือภาคประชาชนเองยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปมีบทบาทในโต๊ะพูดคุยอย่างแท้จริง จึงอยากเรียกร้องให้เปิดพื้นที่ให้คณะประสานงานภาคประชาชนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ เพราะเสียงจากพื้นที่ควรถูกนำไปสะท้อนบนโต๊ะเจรจาโดยตรง

รวมถึงเสียงของเด็ก เยาวชน และสตรี ก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ เพราะคนรุ่นใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะวัย 18-20 ปี เติบโตมาท่ามกลางความขัดแย้ง พวกเขาไม่เคยเห็นสันติสุขอย่างแท้จริง สิ่งที่คนรุ่นนี้ต้องการไม่ใช่เพียงความปลอดภัย แต่คืออนาคตที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มีโอกาส และมีความหวัง

ในส่วนของบทบาทรัฐบาล ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบอำนาจให้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ในฐานะประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ให้มีอำนาจสั่งการเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเข้ามามีบทบาทในฐานะฝ่ายบริหารและสามารถสั่งการแทนนายกรัฐมนตรีได้นั้น ถือเป็นสิ่งที่สร้างความหวัง เพราะเป็นแนวทางของการเมืองนำการทหาร ที่ภาคประชาสังคมเรียกร้องมาโดยตลอด

หากการเมืองสามารถทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบี้ยว และยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ก็ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะเป็นการให้ตัวแทนของประชาชนเข้ามาแก้ปัญหาแทนการใช้มาตรการความมั่นคงเพียงอย่างเดียว

ที่ผ่านมา จากเวทีรับฟังความคิดเห็นหลายครั้ง พบว่ายังมีนักการเมืองบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ แต่หากอาจารย์วันนอร์ได้เข้ามามีบทบาทจริง เชื่อว่ายังมีความหวัง เพราะท่านเป็นนักการเมืองในพื้นที่มายาวนาน รับรู้ปัญหาและสะสมประสบการณ์มากว่า 20-30 ปี

ผมยังมีความหวังว่าโอกาสในการเปลี่ยนแปลงจะดีขึ้น แต่ต้องรอดูเวลาอีกระยะหนึ่ง ว่าท่านจะวางแผนและกำหนดนโยบายแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อกรอบการทำงานชัดเจนแล้ว เราจึงจะประเมินได้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะพาเราไปสู่สันติสุขได้จริงหรือไม่

ผศ.ดร.วรวิทย์ บารู
นักวิชาการพื้นที่ชายแดนใต้

การตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชุดใหม่ รวมถึงการรื้อฟื้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนหน้า และจากการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีมติแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้คนใหม่ แทน พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตเลขาธิการ สมช. ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯที่ได้รับการแต่งตั้งในรัฐบาล “อนุทิน 1” นั้นถือเป็นแนวทางเดิมที่ภาคประชาสังคมเรียกร้องมาโดยตลอด เป็นสัญญาณเชิงบวกที่ควรสนับสนุน

สิ่งสำคัญคือ ผู้ที่เข้ามารับผิดชอบต้องมีใจจริง มีความมุ่งมั่น และจริงจังกับกระบวนการพูดคุยสันติสุขใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่ต้องมีเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน นั่นคือสันติสุขของจังหวัดชายแดนภาคใต้

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาคสนามและทำงานกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ ต้องเข้าใจบริบทพื้นที่อย่างแท้จริง และทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพียงปฏิบัติตามระบบราชการ หากเป้าหมายไม่ชัดเจน กระบวนการทั้งหมดก็จะวนซ้ำอยู่ที่เดิม ไม่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้

ส่วนในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจ จังหวัดชายแดนใต้มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการเดินทางอย่างใกล้ชิด รัฐไม่ควรเน้นเพียงการจัดอีเวนต์ระยะสั้นโดยฝ่ายราชการ แต่ควรเปิดพื้นที่ให้นักลงทุนและภาคธุรกิจเชื่อมต่อกันเองตามธรรมชาติ เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยเฉพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในพื้นที่ ทั้งด้านผ้า อาหารท้องถิ่น และธุรกิจออนไลน์ มีมูลค่าการค้าหลายล้านบาท ควรได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง รวมถึงระบบทุนสำหรับชาวมุสลิมที่ไม่ต้องการกู้เงินแบบมีดอกเบี้ย รัฐควรมีเครื่องมือทางการเงินที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและหลักศาสนา

นอกจากนี้ การพัฒนาด้านกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล ก็เป็นอีกโอกาสสำคัญ เพราะมีเยาวชนในพื้นที่จำนวนมากที่มีศักยภาพ หากได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถสร้างชื่อเสียงและโอกาสใหม่ให้กับพื้นที่ได้

อีกประเด็นสำคัญคือ การศึกษาและการรองรับคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่เรียนจากประเทศในกลุ่มมุสลิมและมีความสามารถด้านภาษาอาหรับ ภาษาอังกฤษ รวมถึงองค์ความรู้เฉพาะทาง คนกลุ่มนี้ไม่ควรถูกจำกัดบทบาทเพียงการเป็นครูสอนปอเนาะหรือตาดีกาเท่านั้น แต่ควรได้รับการยอมรับจากระบบราชการและสังคมไทย ให้สามารถกลับมาพัฒนาบ้านเกิดได้อย่างเต็มศักยภาพ

เราไม่ควรปล่อยให้คนเก่งของเราเติบโตออกดอกออกผล แต่กลับไปสร้างประโยชน์ให้ประเทศอื่น ขณะที่บ้านตัวเองไม่สามารถรองรับพวกเขาได้ นี่คือจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง