
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
“แนน บุณย์ธิดา สมชัย” เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) “คนแรก” ตั้งแต่กระทรวงดีอียังมีรากเหง้าเดิมเป็น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
เป็น สส. 4 สมัย สองครั้งในยุคพรรคประชาธิปัตย์ และอีกสองครั้งในยุคพรรคภูมิใจไทย
เป็นลูกสาวคนเดียวของ “อิสสระ สมชัย” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์
เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มลูกเทพ ที่มี “ไชยชนก ชิดชอบ” เจ้ากระทรวงดีอี ลูกชายเนวิน ชิดชอบ เป็นแกนนำ เธอบอกว่า การเป็น “สมาชิกลูกเทพ” ไม่ได้ทำให้มีสิทธิพิเศษ แถมยังต้องทำงานให้หนัก ให้มากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะได้รับการกรอกหูว่าตำแหน่งเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ
ไชยชนกมอบหมายให้ดูงานสำคัญในกระทรวง 5 หน่วยงาน 1.สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) 2.สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) 3.บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (NT) 4.บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) และ 5.สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “แนน บุณย์ธิดา” ที่กระทรวงดีอี อาคารหลังใหม่ ใจกลางศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ถึงภารกิจสำคัญที่เธอตั้งเป้าว่าจะใช้ “ไม้แข็ง” กับแพลตฟอร์มต่างประเทศ ให้ทำตามกฎหมายไทย ต้องเสียภาษีให้ไทย
“จากพูดแล้วทำ มาเป็นทำแล้วต้องทำหลายอย่างด้วย”
Thailand First คนไทยต้องปลอดภัย
“แนน บุณย์ธิดา” เล่าแผนระยะสั้น แผนระยะกลาง จนจบวาระ 4 ปี ว่า กระทรวงดีอีเป็นกระทรวงที่แทรกซึมอยู่ในทุกวินาทีของคน สิ่งสำคัญที่จะกำกับดูแลดีอีให้ดีที่สุดคือ ทำให้คนไทยมีความปลอดภัยจากโลกดิจิทัล หลายคนมองว่าอินเทอร์เน็ตต้องเร็ว ต้องแรง แต่ถ้าไม่มีความปลอดภัย คือสิ่งที่อันตรายมาก
ตามนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บอกว่า Thailand First คำว่า Thailand First ไม่ใช่ว่าอะไรต้องคนไทยก่อน แต่คนไทยต้องปลอดภัย จึงสั่งไปยังหน่วยงานในกำกับว่า หากติดขัดประเด็นข้อกฎหมายใดให้รีบร่างขึ้นมา เพราะเรามั่นใจว่าเสียงในสภาทุกพรรคการเมืองพร้อมที่จะสนับสนุน เพราะเกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ
แก้เกมเสียดุลแพลตฟอร์มต่างชาติ
ก่อนหน้านี้สินค้าจีนทะลักเข้าไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ถูกสั่งจากแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ ส่งผลสะเทือนต่อผู้ประกอบการในไทยอย่างหนัก “แนน บุณย์ธิดา” จึงตั้งเป้ากำกับแพลตฟอร์ม
“ไทยค่อนข้างพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศมากเกินไป ทำให้เสียดุล เสียประโยชน์หลาย ๆ อย่าง ทุกวันนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เยอะพอสมควร แต่การกำกับดูแลของเราเข้าไม่ถึง เพราะเงื่อนไข หรือเป็นข้อกฎหมายต่าง ๆ”
ดังนั้น เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลสิ่งที่เป็นหัวใจหลักจะต้องเป็นโลกที่เปิดกว้างให้กับทุกคนได้มีโอกาสทำธุรกิจ เราจะทำอย่างไรที่เราจะมีแพลตฟอร์มของเราเอง หรือทำอย่างไรให้แพลตฟอร์มต่างประเทศมาอยู่ภายใต้กฎหมายของไทยแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ และเปิดโอกาสให้ผู้ค้าอื่นใดได้อยู่ในระบบอย่างเป็นธรรม และต้องเกื้อหนุนธุรกิจของคนไทยด้วย ลดการเอาเปรียบในมุมต่าง ๆ ทุกอย่างควรให้ประชาชนมีตัวเลือก
กระทรวงพาณิชย์ ดีอี กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้คุยกันแล้วถ้าจะพัฒนาเป็นอี-คอมเมิร์ซ ส่งเสริมสินค้าโอท็อป สินค้าเมดอินไทยแลนด์ควรจะทำอย่างไร รวมถึงไปรษณีย์ไทยก็มีการจับมือกระทรวงพาณิชย์ช่วยส่งสินค้าราคาถูก
งัดไม้แข็งคุมแพลตฟอร์ม
สำหรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล “แนน บุณย์ธิดา” บอกว่า นโยบายนายกฯ เน้นย้ำ Made in Thailand First คำว่า Made in Thailand First หลายคนบอกว่าต้องเป็นคนไทยเท่านั้นเหรอ…ไม่ใช่ เพราะในโลกของการลงทุนขอแค่บริษัทของคุณ ขอแค่หน่วยงานของคุณ ตั้งที่ทำการในประเทศไทย เสียภาษีให้ประเทศไทยอย่างถูกต้อง เราพร้อมส่งเสริม
“ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ขายในประเทศหรือจะส่งออกไปนอกประเทศ แต่อย่างน้อย ๆ สินค้าทุกอย่างมันเริ่มจากไทย หรือมาจบที่ไทย และมีตราประทับออกไปต่างประเทศ รัฐพร้อมส่งเสริมในทุกมุมอยู่แล้ว เรามองครบวงจร ต่อให้เป็นแพลตฟอร์มแต่ถ้าตั้งอยู่ในประเทศไทย เสียภาษีอย่างถูกต้องตามระบบทุกอย่างก็จะได้รับการสนับสนุนของรัฐเหมือนกัน”
เรื่องการดึงดูดต่างชาติลงทุนต้องไม่ใช่มีแค่เรื่องแรงจูงใจอย่างเดียว เพราะประเทศไทยค่อนข้างเปิดมานานจนกฎหมายตามไม่ทัน แต่อนาคตทุกประเทศจะมองถึงความมั่นคงของประเทศเป็นหลัก เรามองว่านอกจากการเชื้อเชิญให้ต่างชาติมาลงทุน ถ้าเราใช้ไม้อ่อนไปเรื่อย แล้วทำให้เกิดความสั่นคลอนหลาย ๆ อย่างในประเทศ เราก็ต้องออกมาตรการไม้แข็ง กฎหมายต้องชัดเจน คำว่าควบคุมไม่ได้หมายถึงให้เอกชนทำอะไรตามใจภาครัฐ แต่ความหมายคือให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่ควรจะเป็น
ตั้งเป้า 6 เดือนเห็นผลงาน
ซึ่งมาตรการ “ไม้แข็ง” แนน บุณย์ธิดาประเมินว่ากระทบกับแพลตฟอร์มแน่นอน แต่จากนี้คงต้องเชิญแพลตฟอร์มมาคุยอีกครั้งหลังจากมีความชัดเจนด้านกฎหมาย แต่ต้องแจ้งไปก่อนว่านี่คือสิ่งที่เราต้องทำ เพราะเป็นประโยชน์ของประเทศ ถ้าเราไม่กำกับควบคุมดูแลคนที่เสียประโยชน์คือคนไทย เพราะขณะนี้ข้อร้องเรียนแพลตฟอร์มของคนไทยมีการแก้ไขไม่เต็ม 100% เสียที
ทั้งเรื่องการค้าขาย เราเจอของไม่มีคุณภาพ คอนเทนต์บนโลกออนไลน์ก็มีหลายส่วนที่มีปัญหา ซึ่งเราไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมด แพลตฟอร์มก็ต้องปรับตัว ถ้าไม่ปรับตัวก็ต้องมีแนวทาง เพราะหลาย ๆ ประเทศที่คุมเข้มแพลตฟอร์ม เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ออกไม้แข็งจนแพลตฟอร์มต้องยอม (ออกกฎหมายควบคุมโซเชี่ยลมีเดีย) เพราะถ้าเรามีเจตนาชัดเจนว่าเราทำเพื่อประโยชน์ของคนในประเทศ
“ถ้าแพลตฟอร์มอยากทำธุรกิจต่อก็ต้องมองในมุมนั้น เพราะคนในประเทศเราที่โลดแล่นอยู่ในแพลตฟอร์มมากพอสมควร”
“เราจะมีกฎหมายที่ชัดเจนในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มด้านต่าง ๆ ที่มีธุรกิจในประเทศไทย เพราะขณะนี้กฎหมายไม่ได้ครอบคลุม และมีบางเรื่องที่หลาย ๆ หน่วยงานยังสับสนกันอยู่ว่าใครเป็นเจ้าภาพกันแน่ โดยรัฐบาลขอให้มีกฎหมายเร็วที่สุด เพราะคิดว่าสภาชุดนี้น่าจะเข้าใจเรื่องลักษณะนี้ได้เร็ว แต่สำหรับกระทรวงดีอีตั้งเป้าจะให้เห็นโครงร่างใน 6 เดือนแรก ว่าหน่วยงานไหนจะทำอะไรบ้าง หรือควรจะแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมขึ้นอย่างไร”
เตรียมออกประกาศรีดภาษีแพลตฟอร์ม
ทุกวันนี้ผู้บริโภคจ่ายเงินในการใช้บริการต่าง ๆ ให้แพลตฟอร์มต่างประเทศ เงินจะไหลออกนอกประเทศทันที ดีอีจะแก้อย่างไร “แนน บุณย์ธิดา” กล่าวว่า ไม่ใช่แค่ดีอีมองเรื่องนี้ แต่ กสทช.ก็อยากคุยเรื่องนี้ด้วย เราต้องพยายามทำให้แพลตฟอร์มทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมายของเรา ทำให้แพลตฟอร์มทุกเจ้าที่ได้เงินคนไทยไปเขาต้องเสียภาษีในบ้านเราให้ได้ จะดำเนินการในรูปแบบกฎหมายแบบที่เร็วที่สุด หรือจะมาในรูปแบบของการประกาศของท่านนายกฯ หรืออะไรก็ตามแต่ก็ต้องให้เร็วและเห็นภาพชัด
“ถามว่าถ้าทำแบบนั้นจะกระทบกับผู้ใช้บริการหรือไม่ ทางใดทางหนึ่ง ทั้งผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการ ก็ต้องมีกระทบบ้างเป็นของแน่นอน เพราะผู้บริการก็อยากได้ประโยชน์สูงสุด แต่เราก็อยากให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย ประเทศก็ต้องได้ด้วย”
ใช้ Big Data ดูแลคนไทย
ถามว่าถ้าพรรคภูมิใจไทยอยู่ยาว 4 ปี เป็นรัฐมนตรีดีอี ตั้งเป้าพลิกประเทศไปทางไหน “แนน บุณย์ธิดา” อ้างถึงไอเดียของ “ไชยชนก” ว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการมองภาพใหญ่มาก ๆ โลกดิจิทัลคือทุกอณูเกือบทุกคนในประเทศ คำว่าดิจิทัลไม่ควรนิยามว่ามือถืออะไรเร็วที่สุด เน็ตแบบไหนดีที่สุด แต่จะทำอย่างไรที่จะนำเทคโนโลยีมาช่วยเหลือคนไทยในภาคส่วนต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด เช่น ช่วยเหลือ พยากรณ์ เพื่อบอก เพื่อตอนให้ดีที่สุด ทั่วโลกเจอภัยพิบัติเราจะทำแบบไหนที่จะบอกประชาชนได้ล่วงหน้า เช่น น้ำท่วมเชียงราย น้ำท่วมหาดใหญ่ จะมีเทคโนโลยีแบบไหนที่จะเตือนล่วงหน้า เราใช้เทคโนโลยีทำอย่างไรให้เกษตรกรทำอาชีพของเขาได้ดีขึ้น
และการใช้ข้อมูลที่แม่นยำของทุกกระทรวงมาทำให้ภาครัฐประหยัดอะไรได้บ้าง ณ ตอนนี้สิ่งที่เราเห็นคือระบบของหน่วยงานเขาใช้ข้อมูลของตัวเอง เช่น กระทรวงสาธารณสุขใช้ข้อมูลของตัวเอง โรงพยาบาลใช้เฉพาะโรงพยาบาล เวลาเกิดปัญหาเราจึงไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น
“เรื่องนี้คุยกับ รมว.สาธารณสุข ว่าไม่อยากได้ข้อมูลถึงระดับส่วนบุคคล PDPA แต่เอาข้อมูลของคนไข้แต่ละโรงพยาบาล จะช่วยรัฐ เช่น เรื่องการจ่ายยา ขอแค่เอาข้อมูลมาแชร์กันทั้งหมด จะได้เห็นว่าโรงพยาบาลนี้จ่ายยาอะไรให้คนไข้ โดยรัฐเป็นคนดูเรื่อง Big Data และระบบ เพื่อทำให้ลดการรั่วไหลด้านต่าง ๆ และทำให้แต่ละหน่วยงานเห็นว่าประสิทธิภาพการดูแลประชาชนเป็นแบบไหน”
เราไม่ได้มองแค่ภาพว่าประเทศเราจะต้องเป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ เดินไปไหนก็ไฮเทค แต่เรื่องดิจิทัลอยู่หลังฉากเสียเยอะ ทำอย่างไรให้เรื่องหลังฉากเป็นประโยชน์กับประชาชน และรัฐบาลสามารถทำสวัสดิการให้แม่นขึ้นว่าแต่ละกลุ่มจะต้องดูแลแบบไหน โดยดีอีเป็นส่วนช่วย และส่วนเชื่อมข้อมูลทั้งหมด ไม่เช่นนั้นเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง ต้องมาลงทะเบียนกันทุกปี ดังนั้นทุกหน่วยงานจะต้องร่วมด้วยช่วยกันอย่างแท้จริง
“เราไม่ได้กวาดคนเข้าระบบ แต่ละกระทรวงมีข้อมูลของตัวเอง สิ่งที่ดีอีทำคือจะเสนอระเบียบกฎหมาย โดยการลงนามของนายกฯ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานแชร์ข้อมูล เพื่อเป็นสารตั้งต้นให้แต่ละหน่วยงานการแชร์ข้อมูลให้กัน โดยมีกฎหมายรองรับ เพื่อรัฐบาลจะได้ออกมาตรการให้กับกลุ่มเป้าหมายได้แม่นขึ้นจากข้อมูลที่เชื่อมกันทั้งหมด”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง





