เมื่อวันที่ 28 เมษายน นายศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อ อัตราค่าไฟถูกลงจริง หรือแค่โยนภาระไปให้คนอีกกลุ่ม โดยระบุว่า อัตราค่าไฟใหม่ของรัฐบาลรวมถึงนโยบายพลังงานที่ นายเอกนัฏ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำเสนอออกมาและเพิ่งผ่านการเห็นชอบของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ตนมีความกังวลอยู่ 3 ประเด็น คือ 1.โครงสร้างค่าไฟใหม่ อย่าเดินซ้ำรอยกองทุนน้ำมัน แนวคิดการทำค่าไฟแบบขั้นบันไดที่เสนอให้ผู้ที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรกนั้น จ่ายค่าไฟอยู่ที่ 3 บาทต่อหน่วยนั้น ถูกลง ขณะที่ผู้ที่ใช้ไฟช่วง 201-400 หน่วยนั้น จ่ายค่าไฟอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ถือเป็นราคาตามค่าเฉลี่ย และผู้ที่ใช้ไฟเกิน 401 ขึ้นไป จะต้องจ่ายค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 5 บาทกว่าต่อหน่วยนั้น ถือว่าแพงขึ้น ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ ฟังดูเหมือนการไปเก็บเงินคนที่ใช้ไฟเยอะมาช่วยคนใช้ไฟน้อย แต่ในความเป็นจริงมันคือ “cross-subsidy (การอุดหนุนย้อนกลับ)” หรือการเอาคนกลุ่มหนึ่งไปอุดหนุนอีกกลุ่มหนึ่ง
นายศุภโชติระบุด้วยว่า รัฐบาลจะมั่นใจได้อย่างไรว่า คนที่ใช้ไฟน้อย คือกลุ่มเปราะบาง หรือแม้แต่คนที่ใช้ไฟเยอะคือคนรวยที่ดูแลตัวเองได้ มองกลับกันหากเป็นกรณีครอบครัวขนาดใหญ่ ที่อยู่รวมกันหลายคนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย หารกันใช้ค่าไฟ เพื่อที่จะได้ประหยัดมากขึ้น กลุ่มเหล่านี้กำลังจะได้ผลกระทบจากนโยบายใหม่ของรัฐบาลหรือไม่
นายศุภโชติระบุอีกว่า การออกนโยบายในลักษณะของ cross-subsidy ในภาคพลังงานนั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วในฝั่งน้ำมันที่รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะไปเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินมาอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่า เป็นการอุดหนุนคนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันมากกว่า หรือแม้แต่เอาเงินจากกองทุนน้ำมันไปสนับสนุนหรือตรึงราคาก๊าซหุงต้ม แต่ที่ผ่านมาเราได้เห็นว่าการสนับสนุนในลักษณะนี้ ทำให้เครื่องมืออย่างกองทุนน้ำมันไม่สามารถทำงานได้ตามจุดประสงค์และใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด ส่วนใหญ่มักจะถูกฝั่งการเมืองใช้เป็นกลไกในการทำนโยบายแบบประชานิยม
“จนเมื่อเกิดวิกฤตพลังงานขึ้นอย่างในปัจจุบัน เงินในกองทุนน้ำมันจึงเหลือน้อย และติดลบอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นระเบิดเวลา และในที่สุดราคาน้ำมันต้องมีการปรับขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ภายในวันเดียว หรือขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร สองวันติดต่อกัน คำถามคือเรากำลังจะเดินซ้ำรอย แบบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ ถ้าวันนี้รัฐบอกว่า คนใช้ไฟเยอะควรจ่ายแพงขึ้น ทางออกเดียวสำหรับคนที่ใช้ไฟเยอะที่ทางรัฐบาลเสนอให้ คือ ให้ไปติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านตัวเอง” นายศุภโชติระบุ

นายศุภโชติระบุต่อว่า หากกลุ่มที่ต้องใช้ไฟในอัตราแพง ทำตามสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอ คือไปติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านตัวเองทั้งหมด เพื่อลดค่าไฟที่จะต้องจ่ายลง คำถามถัดมาคือหากกลุ่มดังกล่าวใช้ไฟน้อยแล้ว ใครจะเป็นคนแบกรับต้นทุนแทนคนกลุ่มนั้น เพราะถ้าไม่มีแหล่งที่มาของเงินสำหรับการสนับสนุน สุดท้ายการออกนโยบายแบบนี้จะกลับกลายเป็นการสลับภาระไปมา จนระบบพัง แล้วต้องกู้เงินมาพยุงระบบ สุดท้ายแล้ว ภาระจะไปตกที่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือ ปตท. หรือไม่ แล้วผลก็จะวนกลับไปสู่การขยายหนี้ ยืดหนี้ แบกหนี้ เหมือนเดิม
นายศุภโชติระบุอีกว่ท การที่รัฐมนตรีออกมาบอกว่า จะทำให้ต้นทุนค่าไฟลดลง 20-30% นั้น ท่านต้องออกมาชี้แจงให้ชัดเจนว่า จะออกมาในรูปแบบไหน เพราะว่าระบบยังมีการจัดซื้อปริมาณไฟเท่าเดิม ซื้อเชื้อเพลิงเข้ามาเท่าเดิม ดังนั้น ก็อาจจะต้องให้รัฐมนตรีออกมาชี้แจงว่า ต้นทุนระบบที่ลดลงนั้นแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร หรือใครเป็นคนแบบรับต้นทุนแทนหรือไม่
นายศุภโชติระบุด้วยว่า 2.พลังงานแสงอาทิตย์คือทางออก แต่ประชาชนยังเข้าไม่ถึง ทุกอย่างยังเอื้อกับกลุ่มทุน การตั้งโจทย์ว่า ประเทศไทยจะต้องใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพิ่มมากขึ้น ถือว่ารัฐบาลมาถูกทาง แต่กลไกต่างๆ ที่ออกมายังมีข้อจำกัด ส่วนตัวผมคาดหวังมากกว่านี้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พรรคประชาชนเห็นด้วยและสนับสนุนให้ พี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้ง่ายและคุ้มค่ามากขึ้น แต่ดูเหมือนว่ามาตรการที่ทางรัฐมนตรีชี้แจงในวันนี้ ไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งสองประเด็นได้แม้แต่นิดเดียว
นายศุภโชติระบุต่อว่า ประเด็นเรื่องการทำให้ประชาชนเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น ถึงแม้รัฐบาลจะบอกให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์มากแค่ไหน แต่อุปสรรคหลักของทุกคนตอนนี้ก็ยังเป็นเรื่องของเงินทุน ถึงแม้จะมีการออกนโยบายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารพาณิชย์ แต่แทบจะทั้งหมดนั้นต้องมีการวางเงินดาวน์ 20-30% ก่อนทั้งนั้น สิ่งนี้เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำหรับประชาชนเช่นเดียวกัน
“นโยบายที่พรรคประชาชนนำเสนอมาตลอดคือ การทำนโยบายติดก่อน ผ่อนผ่านบิลค่าไฟ หรือ On-Bill Financing ซึ่งจะทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องลงเงินก้อนก่อนล่วงหน้าแม้แต่บาทเดียว และสามารถใช้เงินส่วนที่ประหยัดได้มาจ่ายคืนระบบแทน เราเชื่อว่านี่คือวิธีที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงโซลาร์เซลล์ และทำให้โซลาร์เกิดขึ้นจริงในวงกว้าง” นายศุภโชติระบุ
นายศุภโชติ ระบุต่อว่า ประเด็นเรื่องความคุ้มค่า ทุกการลงทุนยิ่งคืนทุนเร็วเท่าไหร่ ยิ่งดีกับผู้ลงทุน ถ้าประชาชนเป็นผู้ลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ จำนวนเงินที่ประหยัดได้คือรายได้ของการลงทุน แต่ประชาชนจะคืนทุนเร็วขึ้น ถ้าหากสามารถขายไฟที่ผลิตจากหลังคาบ้านของตัวเองคืนในระบบได้
นายศุภโชติ ระบุด้วยว่า ถึงแม้รัฐบาลจะมีการพูดเรื่องนี้ว่า อยากผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งสามารถทำได้แทบจะทันที ผ่านการออกเป็นมติของคณะรัฐมนตรีได้เลย แต่ย้อนไปดูโครงการในลักษณะดังกล่าวว่า รัฐบาลเคยรับซื้อไฟจากประชาชนมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่เกิดขึ้นน่าตกใจยิ่งกว่า เนื่องจากโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชนหยุดอยู่ที่ 90 MW หรือประมาณ 10,000 หลังคาเรือนมาตั้งแต่ปี 2566 ในขณะที่โครงการขนาดใหญ่ให้เอกชนไปแล้วเกือบหมื่น MW ต้องจับตากันต่อว่า ถ้ารัฐบาลบอกว่าจะเพิ่มโซลาร์เซลล์ในประเทศ รัฐบาลจะเลือกให้ประชาชนเป็นคนผลิต หรือเอาสัมปทานไปมอบให้เอกชนกันแน่?ฃ
นายศุภโชติ ระบุด้วยว่า 3.ค่าไฟแพงจะแก้ไม่ได้ ถ้ารัฐบาลไม่ยอมแก้ปัญหาที่ต้นตอ ตนเห็นด้วยว่าสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเก่าหลายส่วนต้องถูกทบทวน เนื่องจากเป็นสัญญาที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟของพี่น้องประชาชนเพิ่มสูงขึ้น แต่ต้องทำอย่างมีกลยุทธ์และมีแนวทางที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่พูดว่าจะยกเลิกอย่างเดียว เนื่องจากผลกระทบอาจจะรุนแรงกับพี่น้องประชาชนและประเทศมากกว่าที่คิด กลุ่มสัญญาประเภท Adder รัฐมนตรีพูดถึงว่า อยากยกเลิกสัญญาประเภทนี้ ตนเห็นด้วยว่า สัญญาประเภทนี้มีปัญหา เนื่องจากเป็นสัญญาที่ถูกตีความว่า ผู้ที่ถือสิทธิ์สัญญานี้สามารถต่อสัญญาออกไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมดอายุ
นายศุภโชติ ระบุอีกว่า แต่แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะไปหักด้ามพร้าด้วยกายกเลิกสัญญา แล้วเพิ่มความเสี่ยงการถูกฟ้องร้องเพียงแค่อย่างเดียว เนื่องจากสัญญาเจ้าปัญหานี้ก็เกิดมาจากรัฐบาลในอดีตเป็นคนออกแบบและคิดมาทั้งสิ้น จนสุดท้ายอาจจะต้องเอาเงินภาษีของประชาชนเหมือนการเสียค่าโง่หลายๆ คดีที่เคยเห็นกันมาชดเชยให้บริษัทเหล่านี้แทน ซึ่งเท่ากับว่าประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
นายศุภโชติ ระบุด้วยว่า พรรคประชาชนเสนอให้รัฐบาลเร่งหาตลาดใหม่ เช่น โครงการ Direct PPA เป็นต้น ให้กับผู้ได้สัญญาสัมปทานในรูปแบบนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานสะอาดที่กำลังเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการยุคใหม่ ดูจะเป็นทางออกที่วิน-วิน-วิน สำหรับทั้งประชาชน นักลงทุน และรัฐบาลมากกว่า กลุ่มสัญญาที่มีค่าความพร้อมจ่าย (Availabiliy Payment) หรือสัญญาประเภทไม่ซื้อก็ต้องจ่าย (Take-or-Pay Contract) นี่คือช้างในห้อง ที่รัฐมนตรีหรือรัฐบาลไม่มีใครพูดถึง ทั้งที่ประชาชนจ่ายส่วนนี้ให้กับเจ้าของโรงไฟฟ้าฟรีๆ และเป็นต้นทุนค่าไฟของประชาชนมากกว่า Adder หลายเท่า
นายศุภโชติ ระบุต่อว่า ปัญหาเรื่องโรงไฟฟ้าล้น ถูกจัดว่าเป็นปัญหาหลักที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟของประชาชนสูงเกินความจำเป็น ประชาชนต้องจ่ายเงินให้กับโรงไฟฟ้าที่ถูกสร้างมาแล้วไม่ได้เดินเครื่องรวมๆ กันหลักหลายหมื่นล้านบาท การจัดทำแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าในอดีตที่ผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง จนดูเหมือนเป็นการจงใจทำให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย ล้วนแต่เป็นปัญหาที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข ประชาชนมีแต่เสียประโยชน์ แต่คนที่ได้ประโยชน์กับเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าทั้งสิ้น
“ถ้าจะปฏิรูปจริง ต้องกล้าจัดการตรงนี้ เข้าไปเจรจากับเจ้าของโรงไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ พยายามตั้งเป้าการใช้โรงไฟฟ้าที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ แทนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ นโยบายพลังงานชุดนี้อาจดูเหมือนเป็นการลดค่าไฟ แต่ในเชิงโครงสร้างมันยังไม่ใช่การลดต้นทุนทั้งระบบ อย่างแท้จริง หากยังคงเลือกใช้วิธีจัดสรรภาระใหม่ผ่านโครงสร้างราคา โดยไม่แตะต้นตอของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างสัญญา ต้นทุนเชื้อเพลิง หรือการเปิดตลาดให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม สุดท้ายเราจะเพียงแค่ย้ายภาระจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง และวนกลับไปเผชิญปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า การทำให้ค่าไฟถูกลงอย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากความกล้าที่จะปฏิรูปทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ปรับสูตรค่าไฟบนกระดาษเท่านั้น” นายศุภโชติระบุ






