สิริพงศ์ สั่ง ขสมก.แก้หนี้สินสะสม 1.5 แสนล้าน เปลี่ยนรถเมล์ใหม่ 800 คัน ปฏิรูปเส้นทางเดินรถ

เมื่อวันที่ 30 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงคมนาคม ภายใต้การนำของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของรถโดยสารสาธารณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) พร้อมมอบนโยบายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนองค์กรครั้งสำคัญ ให้มุ่งสู่การเป็นระบบขนส่งมวลชน “ขนส่งสีเขียว พร้อมเทคโนโลยีที่ประชาชนเข้าถึงได้” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมี นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. พร้อมคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการเดินหน้าแผนฟื้นฟูกิจการ และยกระดับมาตรฐานการเดินทางของคนกรุงเทพ

นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า ขสมก. เป็นหน่วยงานที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางที่สำคัญ เปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ซึ่งให้บริการครอบคลุมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการลดรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถ ภายใต้ภารกิจการให้บริการที่ “สะดวก รวดเร็ว ประหยัด และปลอดภัย” โดยได้มอบหมายแนวปฏิบัติให้กับ ขสมก. ดังนี้

1.เร่งเปลี่ยนผ่านสู่รถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) โดย ขสมก. มีแผนรับมอบรถโดยสารไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน ภายในเดือนมีนาคม 2570 และได้ผลักดันงบประมาณสำหรับจัดหารถ EV เพิ่มเติมอีก 800 คัน เพื่อทดแทนรถโดยสารเดิมที่เสื่อมสภาพ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซ่อมบำรุงได้กว่า 50% เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดภาระการขาดทุนสะสมขององค์กร แต่การจัดเก็บค่าโดยสารต้องไม่เป็นภาระให้ประชาชน อีกทั้งลดมลพิษ PM 2.5 ในเขตเมืองอย่างยั่งยืน

Advertisement

2.การบริหารสินทรัพย์เชิงพาณิชย์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอู่จอดรถ 12 แห่ง เพื่อรองรับการติดตั้งจุดชาร์จ EV เพิ่มพื้นที่และบริการเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างรายได้เสริมจากพื้นที่และทรัพย์สินของ ขสมก. นอกเหนือจากรายได้จากค่าโดยสาร

3.การปฏิรูปเส้นทาง สั่งการให้ ขสมก. เร่งปรับปรุงโครงสร้างเส้นทาง (Re-route) ใช้ระบบจำลองการเดินรถ (Simulator) วิเคราะห์และปรับปรุงเส้นทางเดินรถ ภายใน 3 เดือน เพื่อลดกิโลเมตรสูญเปล่า ลดความทับซ้อนของเส้นทาง ขยายบริการสู่พื้นที่ชุมชนใหม่ เชื่อมต่อระบบขนส่งหลักอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความถี่เที่ยววิ่งให้สามารถหมุนเวียนรถและรองรับการเดินทางของประชาชนได้มากขึ้น

4.ยกระดับบริการด้วยเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์การเชื่อมต่อ ให้ ขสมก. มุ่งเน้นการให้บริการเชื่อมต่อ “ล้อ – ราง – เรือ” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางแบบไร้รอยต่อ พร้อมระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะแจ้งเตือนผู้โดยสารล่วงหน้า และเชื่อมโยงฐานข้อมูลการเดินรถเข้ากับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น

5.ชูแนวคิด “ดูแลผู้โดยสารเหมือนลูกค้าคนสำคัญ” เน้นย้ำการปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคลากร (Mindset Transformation) โดยให้ความสำคัญกับมารยาทในการให้บริการ และมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน พร้อมมอบหมายให้มีการเพิ่มทักษะ (Up-skill/Re-skill) แก่พนักงาน เพื่อรองรับการทำงานในยุคดิจิทัล โดยตั้งเป้าหมายให้ ขสมก. มีผลประกอบการ (EBITDA) เป็นบวกได้ภายในปี 2575 – 2577

“เราต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่าการขึ้นรถเมล์ 15 บาท จะได้รับการบริการที่มีคุณภาพและความปลอดภัยระดับสูง ขสมก. ต้องเป็นทางเลือกหลักที่ช่วยลดค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองอย่างแท้จริง” นายสิริพงศ์กล่าวทิ้งท้าย

นายกิตติกานต์กล่าวว่า ขสมก. พร้อมนำนโยบายดังกล่าวสู่การปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งภารกิจสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากรถโดยสารธรรมดา (รถร้อน) สู่การใช้รถโดยสาร EV เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะโครงการ Quick Win ในการจัดหาพื้นที่รองรับรถโดยสารไฟฟ้าที่จะทยอยนำมาให้บริการในปี 2570 เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้วยความสะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับการให้บริการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ตามวิสัยทัศน์ “Busses for all รถเมล์ของทุกคน”

สำหรับข้อสั่งการเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างเส้นทาง ขสมก. พร้อมจัดทำแผนและแนวทาง การปรับปรุงโครงสร้างเส้นทางตามสั่งการให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนได้อย่างแน่นอน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน อีกทั้งขณะนี้ ขสมก. อยู่ระหว่างการเดินหน้าแผนขับเคลื่อนองค์กรตามแนวทางการฟื้นฟูกิจการอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมายสำคัญในการพลิกฟื้นผลประกอบการให้เป็นบวกได้ภายในปี 2575-2577 เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว ควบคู่ไปกับการพัฒนามาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง