สีหศักดิ์ แจ้งปรักสุคน ชงครม.อนุมัติเลิก MOU 44 ใช้กลไกล UNCLOS ช่องทางเจรจา กัมพูชาย้ำได้สิทธิคุ้มครองเท่าไทย เตรียมค้านหากขุดเจาะน้ำมัน

เมื่อวันที่ 28 เมษายน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้พบหารือทวิภาคีกับ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา โดยได้แจ้งให้ นายปรัก สุคน ทราบกรณีไทยอยู่ระหว่างดำเนินการยกเลิก MOU 44 ซึ่งอีกไม่นานจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และจะมีหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการหลังครม.มีมติแล้ว การยกเลิก MOU 44 ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกการเจรจา แต่ยังมุ่งเจรจาโดยใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) โดยเฉพาะการมุ่งปักปันเขตแดนทางทะเล เมื่อดำเนินการตรงนี้ได้ถึงที่สุดชัดเจนว่าเขตทับซ้อนอยู่ตรงไหน จะทำให้การเจรจาง่ายขึ้น

“อยากให้คนไทยทราบว่า ที่ไทยขอยกเลิก MOU 44 เนื่องจากมีผลบังคับใช้มาเป็นเวลา 20 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า เราต้องหาแนวทางและกรอบใหม่ โดยจะใช้ UNCLOS ที่เรายกเลิกไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และเรายังมุ่งหากรอบในการเจรจาที่มุ่งรักษาผลประโยชน์ของเราให้มากที่สุด”นายสีหศักดิ์ กล่าว และว่ากัมพูชาอยากให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ซึ่งท่าทีของฝ่ายไทยมองว่าจะต้องมีการประชุมเตรียมการกันก่อนที่จะมีการประชุม JBC อย่างเป็นทางการ สิ่งที่ฝ่ายไทยอยากเห็น คือ การสร้างบรรยากาศที่ดีสำหรับการพูดคุย และมีความร่วมมือชายแดนมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีมาตรการส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เชื่อว่าหากดำเนินการในภาพใหญ่ทั้งด้านความร่วมมือ ความมั่นคง และความสงบชายแดน จะทำให้การประชุมมีความคืบหน้าได้ ขณะเดียวกันต้องมีความพยายามส่งเสริมความร่วมมือชายแดน ควรหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่จะทำให้มีผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน ฝ่ายไทยมีความเป็นห่วงการแถลงของกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศที่บางครั้งสวนทางเจตนารมณ์ของไทยที่ต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง

วันเดียวกัน พนมเปญโพสต์ รายงานว่า กัมพูชากำลังพิจารณาเกี่ยวกับอนุสัญญากฎหมายทะเลแห่งสหประชาชาติ (UNCLOS) เพื่อใช้เป็นหลักประกันทางกฎหมายที่สำคัญสำหรับสิทธิทางทะเลของกัมพูชา เนื่องจากความไม่แน่นอนที่มากขึ้นเกี่ยวกับอนาคตของกลไกแบบทวิภาคีกับไทย ในการแก้ไขพื้นที่พิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกับประเทศไทย

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังจากกัมพูชาให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้อย่างเป็นทางการ โดยผ่านความเห็นชอบของสภาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา มีผลบังคับใช้ในการเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ส่งผลให้กัมพูชากลายเป็นรัฐภาคีลำดับที่ 172 ของอนุสัญญาฯ

นายเนธ เพียกตรา รัฐมนตรีสารสนเทศกัมพูชา อธิบายว่า UNCLOS เป็นเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นหลักที่กำหนดกฎเกณฑ์ของกฎหมายทะเลไว้อย่างละเอียดและครอบคลุม การให้สัตยาบันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์อย่างมากต่อราชอาณาจักรกัมพูชา

Advertisement

นาย ปู โสธีรักษ์ อดีตนักการทูตกัมพูชา บอกว่า สิ่งที่กัมพูชามี ใน UNCLOS ไม่ใช่ข้อตกลงทวิภาคี แต่คือรัฐธรรมนูญทางทะเลที่ประชาคมระหว่างประเทศรับรองเพื่อแก้ไขข้อพิพาทระดับโลก UNCLOS ทำให้กัมพูชาและไทย มีสถานะทางกฎหมายเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ สิ่งใดก็ตามที่ไทยมีสิทธิได้รับการคุ้มครองโดย UNCLOS กัมพูชาก็จะมีสิทธิเช่นเดียวกัน

“ไทยกล่าวอ้าง MOU44 ถูกยกเลิก เนื่องจากข้อพิพาทเรื่องพรมแดนทางกับกัมพูชาตามแผนที่ที่วาดขึ้นฝ่ายเดียวที่ไทยอ้างว่า บางพื้นที่ตามชายแดนเป็นของไทย และเนื่องจากข้อพิพาทเรื่องดินแดนนี้จึงลุกลามไปถึงทะเล เพราะพื้นที่ที่ครอบคลุมโดย MOU44 เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับอธิปไตยเหนือดินแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ไทยดูเหมือนจะพยายามเปลี่ยนแปลงข้อตกลงทวิภาคีทุกฉบับ ไม่ว่าจะเป็น MOU44 หรือ MOU43 โดยยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนรายละเอียด หากไทยขุดเจาะน้ำมันฝ่ายเดียวในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนกัน กัมพูชาสามารถคัดค้านและยื่นฟ้องตามกฎหมายได้ โดย UNCLOS มีบทบัญญัติที่ป้องกันการตัดสินใจฝ่ายเดียวเช่นนี้ ที่ช่วยปกป้องสิทธิอธิปไตยของกัมพูชา”

ด้าน ดานี จันรักษสเมยชูโครธ นักวิชาการ อธิบายว่า ภายใต้ UNCLOS กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยอย่างเต็มที่เหนือน่านน้ำภายในและน่านน้ำอาณาเขต ซึ่งขยายออกไป 12 ไมล์ทะเลจากเส้นฐาน นอกเหนือจากนั้นคือเขตต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศุลกากร ภาษี การตรวจคนเข้าเมือง และสุขอนามัย ขณะที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ EEX ขยายออกไปถึง 200 ไมล์ทะเล ให้สิทธิอธิปไตยแก่กัมพูชาในการสำรวจ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการประมงและไฮโดรคาร์บอน
“เรามีสิทธิสำรวจ ใช้ประโยชน์ อนุรักษ์และจัดการทรัพยากรทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในเขตนี้ กัมพูชายังมีสิทธิเหนือไหล่ทวีปของตน ซึ่งอนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรใต้ทะเล เช่น แร่ธาตุ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าครอบครองพื้นที่จริง”