
ตามที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ได้เดินทางมาตรวจสนามและความพร้อมด้านต่างๆ ที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดชลบุรี เมื่อระหว่างวันที่ 28-29 เมษายนที่ผ่านมา ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในการลุ้นเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเยาวชน หรือยูธ โอลิมปิกเกมส์ 2030 ร่วมกับเมืองอะซุนซิออน ประเทศปารากวัย และเมืองซานติอาโก้ ประเทศชิลี พร้อมทั้งคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ได้ทำหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยนั้น
ล่าสุด ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ เปิดเผยว่า อย่างที่ทราบว่าตอนนี้เราได้ทำจดหมายถึงท่านนายกรัฐมนตรี พร้อมเซ็นโดยทุกๆ สมาคมกีฬาที่ถูกบรรจุอยู่ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ จำนวนกว่า 30 สมาคมกีฬา โดยมีเนื้อหาถึงท่านนายกขอให้ช่วยซัพพอร์ตในเรื่องของการพัฒนาเยาวชน เรื่องของการสร้างชื่อเสียงของประเทศ ซึ่งในวันที่นำจดหมายไปให้ท่าน เราก็ได้มีการพูดคุยกันถึงงบประมาณ และท่านก็ได้ให้เราช่วยแจงว่ามันต้องแบ่งจ่ายอย่างไร ซึ่งในช่วง 2 ปีแรกนั้นเราจะใช้งบประมาณอยู่ที่ราวๆ หลัก 10 ล้านบาทเท่านั้น ก่อนที่ช่วง 2 ปีสุดท้ายก่อนมหกรรมจะเกิดขึ้นจะไปจบที่เม็ดเงินรวม 5,700 ล้านบาท โดยเราก็ได้แจงต่อให้เห็นถึงสิ่งที่ประเทศไทยจะได้กลับมานั้นเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่เราจะได้กลับมาเกินกว่าที่ลงไป ประมาณการณ์อยู่ที่หมื่นล้านบาทเลยด้วยกัน จากนักกีฬารวมทั้งครอบครัว โรงเรียน ที่ตามมาดูแลนักกีฬาเยาวชนจากทั่วโลกรวมไปถึงนักท่องเที่ยวพร้อมกับเป็นการปลูกสร้างนักกีฬาเด็กน้อยรุ่นใหม่ในบ้านเราที่เขาจะมีตัวอย่างให้เห็นอย่างใกล้ชิดด้วย ตอนนี้เราทำทุกอย่างไปอย่างเต็มที่และสุดกำลังที่เราจะทำได้แล้ว ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ภายในเวลา 2 สัปดาห์ที่ทางไอโอซีเขาขอตั้งกำหนดวันไว้ ซึ่งต้องเป็นหนังสือจากรัฐบาลที่ผ่าน ครม.ว่ายืนยันที่จะจัดและมีงบให้ 5,700 ล้านบาท
“ส่วนเรื่องของการตรวจสนามและความพร้อมในบ้านเราของไอโอซีเขาก็ได้ออกมากล่าวกับสื่อแล้วว่าพวกเขาแฮปปี้ ชื่นชมประทับใจทั้งเรื่องของสนามแข่งขัน ที่พัก ทั้งในกรุงเทพฯ และชลบุรี พูดภาษาชาวบ้านก็คือพวกเขาให้เราสอบได้ A หมดแล้ว ดังนั้นหากทางรัฐบาลทำจดหมายออกมาไฟเขียวพร้อมจัด เราก็จะไปไฟนัลส์กับอีก 2 ประเทศในวันพิจารณาตัดสินคือ 25 มิถุนายน ซึ่งหากถึงขั้นตอนนั้นผมก็มีความมั่นใจเกินครึ่งว่าเราจะได้จัดแน่ เพราะอีก 2 ประเทศเขาอยู่ใกล้กัน อาจมีการแย่งคะแนนกันอย่างดุเดือด แต่เราคืออยู่คนละทวีปบวกกับเราเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับต้นของโลกอยู่แล้วและประสบการณ์การจัดกีฬานั้นก็มากมาย ดังนั้นตอนนี้เราก็ฝากความหวังไว้กับทางรัฐบาลครับ” ประธานโอลิมปิคไทยกล่าว
ขณะที่ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ทางคณะกรรมการไอโอซีมาตรวจความพร้อมทั้งทางเขาและทางเราก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่าสภาพสนามและที่พักหรือระบบรองรับต่างๆ เราจะไม่ได้มีการปลูกสร้างใหม่ให้เป็นงบประมาณที่บานปลาย เนื่องด้วยอย่างที่ทุกคนทราบว่าประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจบ้านเมือง เศรษฐกิจน้ำมัน กำลังอยู่ในขั้นวิกฤต ดังนั้นเราคงจะไม่ได้ใช้จ่ายงบประมาณไปในช่วงเวลา 2 ปีแรกนี้ เพื่อที่จะเก็บงบประมาณไว้ใช้เตรียมงานในช่วงก่อนจัดงาน 1 ปีและไว้ใช้ในปีจัดงาน เพราะเรามุ่งหวังว่าในอีก 2 ปีนั้นสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศเราจะกลับมาดีอีกครั้ง และเราก็เชื่อว่ายูธโอลิมปิกเกมส์จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญให้กับประเทศไทยได้ในปี 2030 เราได้มีนักวิชาการประเมินแล้วว่าในปีนั้นเราจะได้กลับมาทั้งการสร้างค่านิยมให้กับเด็กเยาวชนในเรื่องการเล่นกีฬาและมูลค่าเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นเป็นหลักหมื่นล้าน จะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันที่เกิดขึ้นในบ้านเราออกไปไม่ต่ำกว่า 190 ประเทศ ดังนั้นในแง่การลงทุนถ้าให้ตอบโดยกกท.เราเองก็ต้องบอกว่าเรามั่นใจว่ามันคุ้มค่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องรอให้ทางรัฐบาลได้ศึกษารายละเอียดให้ดี ตามกรอบเวลาที่เขากำหนดไว้ก็คือ 15 พฤษภาคมนี้ ทางรัฐบาลก็ต้องส่งจดหมายตอบกลับทางไอโอซีออกมาแล้ว
อนึ่งตัวเลข 5.7 พันล้านที่วงการกีฬาไทยขอรัฐบาล ยังไม่รวมกับอีกก้อน 1.5 พันล้านบาท โดยอ้างว่า ใช้เพื่อเตรียมการเก็บตัวฝึกซ้อมนักกีฬายาว 4 ปี เพราะฉะนั้นจะทำให้ตัวเลขการลงทุนของรัฐบาลไทยอยู่ที่ประมาณ 7 พันกว่าล้านบาท




