
ทรัมป์อ้างความเป็นปรปักษ์กับอิหร่านสิ้นสุดแล้วหลังหยุดยิง ไม่จำเป็นต้องถกสภาคองเกรส
ในหนังสือถึงสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นเส้นตายที่ต้องรายงานต่อสภาเกี่ยวกับสงคราม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งทำให้ไม่มีการปะทะกันกับอิหร่านตั้งแต่นั้น ทำให้ความเป็นปรปักษ์กับอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้สิ้นสุดลงแล้ว
โดยภายใต้ญัตติว่าด้วยอำนาจทำสงครามปี 1973 ประธานาธิบดีสหรัฐสามารถใช้กำลังทางทหารได้เพียง 60 วัน ก่อนที่จะต้องยุติ ปรึกษารัฐสภาเพื่อขออนุมัติ หรือขอขยายเวลา 30 วัน เพื่อความปลอดภัยของกองกำลังทหารสหรัฐ ในระหว่างการถอนกำลัง
ทรัมป์เคยกล่าวว่า เขามองว่ากฎหมายอำนาจสงครามนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และทั้งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างก็เคยโต้แย้งว่ามาตรการนี้ละเมิดรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด
สมาชิกพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรส ซึ่งพยายามหลายครั้งในการผลักดันกฎหมายอำนาจสงครามเพื่อให้ทรัมป์ยุติสงคราม หรือขออนุมัติจากรัฐสภา ปฏิเสธคำอธิบายดังกล่าว โดยระบุว่าญัตติว่าด้วยอำนาจทำสงครามปี 1973 นั้นไม่มีบทบัญญัติใดที่อนุญาตให้ใช้การหยุดยิงเป็นเหตุในการขยายเวลาได้
และกล่าวว่า การที่สหรัฐยังคงส่งเรือไปปิดล้อมการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน เป็นหลักฐานของความเป็นปรปักษ์ที่ยังดำเนินอยู่ ไม่ใช่การหยุดยิง
หากการสู้รบกลับมาอีกครั้ง ทรัมป์สามารถแจ้งต่อฝ่ายนิติบัญญัติได้ว่าเขาได้เริ่มนับระยะเวลา 60 วันรอบใหม่แล้ว ซึ่งประธานาธิบดีจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตในอดีตเคยใช้วิธีนี้มาแล้ว นับตั้งแต่สภาคองเกรสผ่านญัตติว่าด้วยอำนาจทำสงคราม




