เขมรชี้ ไทยยกเลิกMOU44 เป็นการเลือกใช้หลักการ ‘อำนาจคือความถูกต้อง’ แก้ปัญหาข้อพิพาทชายแดน

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม เว็บไซต์ขแมร์ไทม์ส รายงานว่า สมเด็จฯฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐ ของกัมพูชา ได้ออกมาเตือนประเทศไทย เรื่องการเดินหน้ายกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ไทยและกัมพูชา อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ปี 2544 หรือ MOU44 ว่า อาจจะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการหันเหออกจากแนวทางการเจรจาทวิภาคี ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยกระแสชาตินิยม และมีความเสี่ยงที่จะทำลายกรอบความร่วมมือที่มีมายาวนานในการจัดการข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย

โดยในแถลงการณ์ที่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ ฮุน เซน กล่าวว่า นักวิชาการและนักวิเคราะห์ไทย ได้คัดค้านการยกเลิกบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มาโดยตลอด และว่า นักวิเคราะห์เหล่านี้ โดยทั่วไปมักคัดค้านการยกเลิก และตนขอแสดงความเคารพต่อมุมมองเหล่านั้น

ฮุน เซน ได้ตั้งคำถามว่า ความพยายามล่าสุดของไทย ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ถือเป็นความพยายามที่จะทำให้ข้อพิพาททางทะเลกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศหรือไม่ ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนจากกรอบการเจรจาแบบทวิภาคี

ฮุน เซน ยังได้ยกบทความของ สุรชาติ บำรุงสุข ที่วิเคราะห์เรื่อง MOU44 ไว้อย่างละเอียด และว่า การยกเลิกมีแรงผลักดันมาจากกระแสชาตินิยมในประเทศมากกว่าความจำเป็นทางกฎหมายหรือการทูต

ขณะที่นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสื่อกัมพูชาถึงการยกเลิก MOU 2544 ของไทย ระบุว่า การที่สภาความมั่นคงแห่งชาติของไทยมีมติให้ยกเลิก MOU 2544 นั้น กัมพูชาเสียใจต่อการตัดสินใจดังกล่าว

Advertisement

โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาระหว่างประเทศของกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนของกัมพูชาต่อเรื่องนี้รวม 2 ฉบับ ในวันที่ 8 และ 24 เมษายน และว่า MOU44 เป็นมากกว่าข้อตกลงทางเทคนิคแต่มันยังเป็นเครื่องสะท้อนเจตนารมณ์ทางการเมืองระหว่างสองประเทศ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความตั้งใจและการให้ความสนใจร่วมกันของทั้งสองประเทศผ่านกรอบความร่วมมือทวิภาคี เพื่อที่จะทำงานร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนและพื้นที่ไหล่ทวีปโดยสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมเราจึงเสียใจต่อการตัดสินใจของไทยในการยกเลิก MOU ฉบับนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศ

MOU44 เป็นกรอบที่กำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศซึ่งสอดคล้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงมิตรภาพและความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างกัน ทั้งยังเป็นกลไกในการแบ่งปันความมั่งคั่งรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ดี กัมพูชายังคงยึดมั่นที่จะให้ความเคารพและการดำเนินการตามเนื้อหาและเจตนารมณ์ของ MOU44

อย่างไรก็ดี หากคณะรัฐมนตรีไทยให้การรับรองการตัดสินใจที่จะยกเลิก MOU44 มันจะส่งผลอย่างไรต่อไป? การที่ไทยละทิ้ง MOU44 หมายถึงการละทิ้งกลไกและความตกลงทวิภาคีซึ่งทั้งสองประเทศได้ใช้เพื่อแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนในไหล่ทวีปในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา เมื่อขาดกลไกและกรอบความร่วมมือทวิภาคีดังกล่าว กัมพูชาก็จะยังคงหาทางออกโดยสันติวิธีซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศต่อไป

นายเฉิง คิมลอง ประธานสถาบันเอเชียนวิชั่น บอกว่า ความพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าของประเทศไทยที่จะถอนตัวจากข้อตกลงเกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนกับกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลไทยในข้อพิพาทชายแดน และว่า เป็นที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่เคารพความเข้าใจร่วมกัน และจิตวิญญาณแห่งสันติภาพที่ได้ยืนยันกับกัมพูชา เมื่อครั้งลงนามในบันทึกความเข้าใจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขาดความเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศของไทย

“การพยายามเพิกถอนบันทึกความเข้าใจนั้น ประเทศไทยกำลังบอกให้โลกรู้ว่า ไทยไม่ได้ปฏิบัติต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งขัดกับรากฐานที่สำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ” นายคิมลอง กล่าว และว่า ตราบใดที่ประเทศไทยยังคงดำเนินการตามเป้าหมายเช่นนี้ ก็จะทำให้ความขัดแย้งกับกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า ประเทศไทยเลือกใช้หลักการ “อำนาจคือความถูกต้อง และกฎแห่งป่า ในการแก้ปัญหาข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชา

“หากนี่ไม่ใช่การละเมิด (ข้อตกลงสันติภาพ) แล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรคือการละเมิด” นายคิมลองกล่าว

ทั้งนี้ MOU44 เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย ที่ลงนามไว้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 โดยกำหนดกรอบการพัฒนาทรัพยากรน้ำมันและก๊าซร่วมกัน และการกำหนดเขตแดนทางทะเล ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดทำสนธิสัญญาสำหรับการแบ่งปันต้นทุนและผลประโยชน์จากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่พิพาท นอกจากนี้ ยังจัดให้มีกลไกในการตกลงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลที่ยอมรับร่วมกันได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ