
ตามที่ก่อนหน้านี้ ดร.โสรัชย์ อัศวประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 โดยมีประเด็นสำคัญคือการ วอนภาครัฐให้เข้ามาช่วยเจรจา เนื่องจากมองว่าการถ่ายทอดสดบอลโลกในประเทศไทยเป็น “เคสยาก” พร้อมระบุว่า พฤติกรรมคนไทยคุ้นชินกับการดูฟุตบอลโลกแบบ “ฟรี” มานานกว่า 20 ปี ทำให้การนำมาอยู่บนแพลตฟอร์มที่ต้องเสียเงิน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และยากในการสื่อสาร อีกทั้งมูลค่าลิขสิทธิ์สูง จึงต้องการให้ภาครัฐช่วยสนับสนุน เพื่อให้การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 เกิดขึ้นได้และคนไทยได้รับชมนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงประเด็นการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ที่จะเปิดฉากชิงชัยในเดือนมิถุนายนนี้ โดยนายอนุทิน กล่าวว่า “ก็ต้องทำให้มีครับ เพราะทุกรัฐบาลเขาก็ทำให้คนไทยได้ดูบอลโลก แล้วรัฐบาลผมจะมีข้อยกเว้นได้เหรอ เดี๋ยวว่ากัน”
ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ได้มีมติและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ถอด “ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย” ออกจากกฎ “มัสต์แฮฟ” ซึ่งส่งผลให้ไม่ถูกบังคับว่าผู้ได้ลิขสิทธิ์ต้องถ่ายทอดสดฟรีทางทีวีดิจิทัลตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป โดยเหตุผลหลักคือค่าลิขสิทธิ์สูงเกินไปและต้องการเปิดทางให้เอกชนแข่งขันเชิงพาณิชย์
ทั้งนี้ โฆษกสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ว่า ขณะนี้การเจรจาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2026 บรรลุการเจรจาแล้ว 175 ประเทศหรือภูมิภาคทั่วโลก แต่ 2 ประเทศใหญ่อย่างจีน และอินเดีย ยังไม่ลงตัว เช่นเดียวกับไทย ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การที่ 2 ประเทศใหญ่อย่างจีนและอินเดียยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลกก่อนหน้าการแข่งขันเพียงเดือนเดียวถือว่าไม่ใช่สถานการณ์ที่ปกตินัก เช่นกรณีฟุตบอลโลก 2018 และ 2022 สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน มักจะทำแคมเปญและโฆษณาประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าหลายสัปดาห์ โดยฟีฟ่าทำเงินจากการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2022 ให้จีนคิดเป็น 17.7 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอินเดีย 2.9 เปอร์เซ็นต์ จากรายได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดทั้งหมดทั่วโลก




