คุณคิดว่าผู้ปกครองส่งลูกไปเรียน ‘ดนตรี’ ตั้งแต่เด็กเพราะอะไร?

บางคนอาจตอบว่า อยากให้ลูกมีความสามารถพิเศษ หรืออยากให้โตไปเป็นนักดนตรีมืออาชีพ ขณะที่บางคนอาจมองไปไกลว่า ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ คนยังส่งลูกไปเรียนดนตรีอีกหรือ?
จริงๆ ดนตรีไม่ใช่เรื่องที่เอื้อมถึงยากขนาดนั้น เพราะเป็นเรื่องที่พบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ใส่หูฟังขึ้นรถไฟฟ้า ไปทานข้าวแล้วร้านอาหารเปิดเพลง หรือต่อให้อยู่บ้านไถ TikTok ก็ต้องมีเสียงประกอบคอนเทนต์อยู่ดี
นอกจากนี้ ดนตรียังเป็นได้มากกว่าความสุนทรีย์ในชีวิต เพราะเป็นการฝึกทักษะมากมาย ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ผู้ปกครองบางส่วนเลือกให้ลูกเรียนดนตรีตั้งแต่อายุยังน้อย
ผู้ปกครองยอมลงทุนให้ลูก แลกกับวินัย สมาธิ และทักษะ

‘โรงเรียนดนตรียามาฮ่า’ หรือที่ในอดีตชื่อว่า ‘โรงเรียนดนตรีสยามกลการ’ คือหนึ่งในตัวเลือกที่ผู้ปกครองหลายคนไว้ใจส่งบุตรหลานมาเรียน โดยปัจจุบันมีอยู่ 85 สาขาทั่วไทย และเคยสอนนักเรียนมามากกว่า 18,000 คน
‘ประนัปดา พรประภา’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด เผยว่า แม้ประเทศไทยจะมีเด็กเกิดใหม่น้อยลง แต่บ้านหนึ่งก็อาจมีลูกแค่คนเดียว ส่งผลให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพกว่า และผู้ปกครองยินดีลงทุนเพื่อพัฒนาการของลูกมากขึ้น
ประนัปดากล่าวว่า การสอนดนตรีให้เด็กตั้งแต่อายุยังน้อยช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ว่า ต่อให้ล้มเหลว ก็สามารถลุกขึ้นมาได้ และยังคงพยายามต่อไปเรื่อยๆ
ขณะเดียวกัน ‘ดร.พีรวัฒน์ ชูเกียรติ’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด เล่าว่า จากที่เคยสอบถามผู้ปกครองมา สาเหตุแรกๆ ที่พวกเขาเลือกส่งบุตรหลานมาเรียนดนตรีคือเพื่อสร้างวินัยกับสมาธิให้เด็กๆ
ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากแบบนี้ ประนัปดามองว่า ดนตรีคือเครื่องมือช่วยให้โฟกัสกับปัจจุบันและสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจริงๆ แถมยังช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ในโลกที่ใครๆ ต่างก็หันไปพึ่ง AI
“เราไม่ได้มุ่งหวังให้เด็กจบมาเพื่อเป็นนักดนตรี แต่ว่าถ้าเกิดเด็กมี career path ที่เติบโตได้ เขามี talent เขาก็สามารถมุ่งไปสู่ตรงนั้นได้เหมือนกัน” ดร.พีรวัฒน์กล่าว
เซ็น MOU กับโรงพยาบาลชั้นนำ ผลักดันดนตรีบำบัดในไทย

โรงเรียนดนตรียามาฮ่าไม่ได้สอนแค่เด็กเท่านั้น แต่เปิดสอนตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไป โดยดร.พีรวัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบัน มีผู้สูงวัยอายุกว่า 80 ปีเข้ามาเรียนด้วย
“ถ้าท่านที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดดนตรี แต่วันหนึ่งที่ได้สัมผัสกับดนตรีแล้วรู้สึกว่า ดนตรีเป็นคำตอบหนึ่งในชีวิตที่ขาดหายไป เขาก็กลับมาเรียน”
ดร.พีรวัฒน์ยกตัวอย่างของญี่ปุ่นขึ้นมา โดยบอกว่าเป็นประเทศที่ผู้สูงวัยส่วนใหญ่เคยเรียนดนตรีกันตอนเด็กๆ แต่ก็ละทิ้งไปเมื่อโตขึ้น
ดังนั้น พอพวกเขาเกษียณ จึงกลับมาตามหาคอมมูนิตี้ในการเล่นดนตรีอีกครั้ง เช่นเดียวกันกับไทยที่ตอนนี้เริ่มมีความต้องการเรียนดนตรีมากขึ้นในหมู่ผู้สูงอายุ
ประนัปดาเผยว่า ดนตรียังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกวัยจดจ่อได้มากขึ้นด้วย จึงเหมาะกับยุคนี้ที่มีปัญหาเรื่องสมาธิสั้น
โรงเรียนดนตรียามาฮ่าเองก็เพิ่งไปเซ็น MOU กับองค์กรด้านสุขภาพชั้นนำ เพื่อส่งเสริม ‘ดนตรีบำบัด’ (Music Therapy) และ ‘การบำบัดด้วยเสียง’ (Sound Healing) ในประเทศไทย โดยมีพาร์ทเนอร์คือ
- Shonan Kamakura General Hospital ประเทศญี่ปุ่น
- BDMS เครือข่ายโรงพยาบาลชั้นนำของไทย
- Kaigolife บริษัทดูแลสุขภาพแบบครบวงจรสัญชาติญี่ปุ่น
ประนัปดาอธิบายว่า ดนตรีบำบัดสามารถช่วยป้องกันการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์กับภาวะสมองเสื่อมได้ ซึ่งตอบโจทย์สังคมไทยที่อายุยืนยาวมากขึ้น และต้องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ
ไม่ใช่แค่นั้น ประนัปดายังบอกอีกว่า ดนตรีบำบัดสามารถช่วยฮีลใจเด็กไทยที่ปัจจุบันต้องเผชิญกับความเครียดมากมาย จนอาจเกิดเป็นภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลด้วย
“เราต้องการใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือที่จะทำให้สังคมเราดีขึ้น” ประนัปดากล่าว
แม้ดนตรีจะเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันก็จริง แต่สุดท้ายแล้ว ผลกระทบที่ดนตรีมีต่อสังคมนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่หลายคนคิด
แล้วคุณล่ะ มองว่าดนตรีส่งผลต่อชีวิตตนเองอย่างไรบ้าง?
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




