ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน จากไทยเข้มแข็ง-จัดการน้ำ-วิกฤตพลังงาน

พ.ร.ก.กู้เงิน
คอลัมน์ : Politics policy people forum

วิกฤตตะวันออกกลางเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครคาดถึง รัฐบาลอนุทินตั้งแต่เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือน จึงใช้งบประมาณ 2569 หมดไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส”

เมื่อ “เงินหมดหน้าตัก” วิกฤตตะวันออกกลางทำให้รัฐบาลอนุทิน 2 ต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่อาจมีถึง 5 ระลอก

ตามสมมติฐานของ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง 1.วิกฤตสงคราม 2.วิกฤตราคาน้ำมันสูง 3.วิกฤตต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น 4.วิกฤตค่าครองชีพ 5.วิกฤตกำลังซื้อหด

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 2 แสนล้านเพื่อเยียวยาประชาชน ภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต ส่วนที่สอง ใช้เปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาด

ทว่าปฏิกิริยาของพรรคฝ่ายค้านที่ Active ตรวจสอบรัฐบาลอย่างจริงจัง ทั้งพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ต่างออกมาตั้งคำถามถึง “ความจำเป็นเร่งด่วน” การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะส่วนที่สอง สามารถออกเป็นกฎหมายปกติ แทนการออกเป็น พ.ร.ก. ทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการ “ตีเช็คเปล่า”

Advertisement

ทั้งพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์จึงมีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่า การออก พ.ร.ก.ของรัฐบาลนั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากเห็นว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขของการออก พ.ร.ก.

โดยเงื่อนไขการออก พ.ร.ก.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 นั้น ต้องทำเพื่อความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ “โดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้”

Advertisememt

ซึ่งขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 173 ตั้งเงื่อนไขการยื่นศาลรัฐธรรมนูญไว้ว่า ก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาร่าง พ.ร.ก. หาก สส.หรือ สว. จำนวน 1 ใน 5 (กรณี สส.ใช้ 100 คน) เห็นว่า พ.ร.ก.นั้นไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 172 ให้มีสิทธิยื่นต่อประธานสภา เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยประธานสภาจะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาภายใน 3 วัน นับตั้งแต่ได้รับเรื่อง และศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาอีก 60 วัน 

สำรวจกฎหมายเงินกู้

ที่ผ่านมาการออกกฎหมายกู้เงินเกิดขึ้นหลายครั้ง และในหลายยุคสมัย โดยการกู้เงินช่วงแรกในประเทศไทย ในรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ช่วงแรก 2481 – 2487 มีการออกกฎหมายกู้เงิน  6 ฉบับ อาทิ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พ.ร.บ.จัดการกู้เงินในประเทศเพื่อเกษตรกร พ.ศ. 2481 จำนวน 25 ล้านบาท  พ.ร.บ.จัดการกู้เงินในประเทศเพื่ออุตสาหกรรม พ.ศ. 2481 วงเงิน 20 ล้านบาท รัฐบาลควง อภัยวงศ์ ได้ออก พ.ร.บ.กู้เงินในประเทศ พ.ศ. 2487 ขึ้นมา ให้รัฐบาลมีอำนาจกู้เงินโดยการออกตั๋วเงินคลัง เป็นจำนวนไม่เกิน 50 ล้านบาท เพื่อการใช้จ่ายตามงบประมาณ

รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้ตราพ.ร.บ.กู้เงินในประเทศ พ.ศ. 2488 จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อการใช้จ่ายในราชการ รัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ มี พ.ร.บ.กู้เงินในประเทศ พ.ศ. 2489 ถึงสองฉบับ ฉบับแรกให้รัฐบาลกู้เงินไม่เกิน 200 ล้านบาท ฉบับที่ 2 ซึ่งตรากฎหมายในเดือน พ.ย. 2489 ให้อำนาจกู้ได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท

รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้ออก พ.ร.บ.กู้เงินเพื่อป้องกันประเทศ พ.ศ. 2519  การกู้เงินรวมกันต้องไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท  รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออก พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจากรัฐบาลต่างประเทศ (สหรัฐอเมริกา) เพื่อจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหาร พ.ศ. 2524

กู้เงินเพื่อกู้เศรษฐกิจ

รัฐบาลชวน หลีกภัย ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินขึ้นมาเพื่อแก้วิกฤตต้มยำกุ้งจำนวน 3 ฉบับ กว่า 1 ล้านล้านบาท  อาทิ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ. 2541 กู้ได้ไม่เกิน 2 แสนล้านบาท

พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2541 กู้เงินจากแหล่งเงินกู้ในประเทศเพื่อชดใช้ความเสียหายและปรับโครงสร้างแหล่งเงินทุนของกองทุนฟื้นฟูฯ ได้ไม่เกิน 5 แสนล้านบาท

รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้ออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (ระยะที่สอง) พ.ศ. 2545 มูลค่าของการกู้เงินรวมกันต้องไม่เกิน 780,000 ล้านบาท 

ศาล รธน.ชี้ชะตาเงินกู้

ส่วนการกู้เงินถูกยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดมีอยู่ 3 ครั้ง ศาลอนุมัติให้ผ่าน 2 ครั้ง และไม่ผ่าน 1 ครั้ง  โดยครั้งที่ผ่านการเห็นชอบ คือการกู้เงินในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตรา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 โดยกู้เงินให้มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุตอนหนึ่งว่า

“ยังไม่มีมูลกรณีให้เห็นว่า คณะรัฐมนตรีได้ตรา พ.ร.ก.ขึ้นมาโดยไม่สุจริตหรือใช้ดุลพินิจบิดเบือนหลักการรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าการตรา พ.ร.ก.นี้ขึ้นมาเป็นกรณีความฉุกเฉินที่มีความจำเป็นอันรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคสอง”

และการกู้เงินในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ตรา พ.ร.ก.ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 หลังจากเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ กทม. เมื่อปลายปี 2554 ให้มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 350,000 ล้านบาท โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 เสียง การออก พ.ร.ก.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 184 วรรค 1 เพราะเห็นว่าเพื่อประโยชน์สาธารณะและอนาคตของประเทศ ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ส่วนกฎหมายที่สู้ในศาลแล้วไม่ผ่าน คือ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อใช้สร้างรถไฟความเร็วสูง จาก กทม.- เชียงใหม่ ภายใต้ชื่อ ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกกฎหมายกู้เงินดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามกรอบวินัยการเงินการคลังตามรัฐธรรมนูญหมวด 8 ร่างพระราชบัญญัตินี้จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 170 วรรคสอง และตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 

ส่วน พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ใช้เยียวยาผลกระทบโควิด-19  ไม่ถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

รัฐบาลอนุทินจึงถึงคราวระทึก เมื่อพรรคประชาชนจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง