
เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ส.ว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์ และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยแบ่งวงเงินออกเป็น 2 แสนล้านบาท มาดำเนินการมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนแบบเร่งด่วนผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธานกมธ.การพาณิชย์ฯ ส.ว. และสัมผัสธุรกิจด้านพาณิชย์ โดยเฉพาะในระดับธุรกิจขนาดเล็ก ขณะนี้การค้าขายไม่ดี ประชาชนในระดับรากหญ้าไม่มีเงิน กำลังซื้อขาด ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังธุรกิจขนาดย่อม และขนาดกลาง จะทำให้ติดขัด ดังนั้น หากรัฐบาลนำงบฯ ในส่วน 2 แสนล้านบาทมาทำโครงการคนละครึ่งพลัส ในระยะเวลา 4 เดือน จะตอบโจทย์ ตนสนับสนุนเต็มที่ ยิ่งทำเร็วก็จะยิ่งดี เพราะในระยะยาวจะทำให้ลื่นไหลขึ้น ระบบฟันเฟืองเศรษฐกิจจะดีขึ้น หมุนเวียนได้เร็วขึ้น
นายวิวรรธน์ กล่าวต่อว่า แต่เราจะทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีในระดับไมโครไปเป็นตัวกลางให้เดินไปได้ ถ้าตัวกลางไปได้ตัวบนก็ไปได้ มันจะส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ แต่ขณะนี้โซ่เฟืองมันติดขัด ถ้ารัฐบาลมาช่วยสนับสนุนคนละครึ่งพลัส เพื่อช่วยอุ้มคนรากหญ้า จะทำให้กำลังซื้อ และการผลิตของเอสเอ็มอีระดับไมโครดีขึ้น ส่งต่อเป็นฟันเฟืองไปยังเอสเอ็มอีขนาดย่อมและขนาดกลาง ซึ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจคึกคักขึ้น ระยะยาวจะดีด้วยตัวมันเอง ขณะเดียวกันหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความชัดเจนขึ้น จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจจะกลับมาดั่งเดิม และอาจดีกว่าเดิม
เมื่อถามถึง กรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก. กู้เงินฯ จำนวน 4 แสนล้านบาท จะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ รวมถึงการระบุถึงการสอดไส้กาสิโนในโครงการแลนด์บริดจ์ และระเบียบเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) นายวิวรรธน์ กล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงินที่รัฐบาลกำลังจะออกนั้น แม้จีดีพีจะไม่ติดลบก็จริง แต่ต้องยอมรับว่าสงครามครั้งนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจแย่ ซ้ำยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน การหากินของรากหญ้าฝืดเคืองลงจริง ๆ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินเร่งด่วนจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ ไม่จำเป็นต้องจมดิ่งลงไปแล้วค่อยมาออกมาตรการฉุกเฉิน ไม่เช่นนั้นจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
นายวิวรรธน์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีการปล่อยข่าวมากระทบโครงการแลนด์บริดจ์ หรือ SEC นั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของหลายรัฐบาลมาแล้ว ที่มีการพูดคุย หาข้อมูลจากหลาย ๆ ฝ่าย พิจารณาข้อดีข้อเสียต่าง ๆ ซึ่งยังมีอีกหลายขั้นตอน ขณะเดียวก็เป็นแนวคิดในการหานักลงทุนที่จะต้องมีข้อเสนอแนะ ข้อต่อรองต่าง ๆ ยังต้องมีการหารือกันอีกหลายยก
“แต่โครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าที่ต้องทำก่อน เราจะติดหล่ม หากปล่อยให้ติดหล่มหนักขึ้นแล้วค่อยมาช่วย ก็จะต้องใช้แรงมากกว่าปกติ ถ้าติดหล่มแล้วรีบทำเหตุการณ์ให้ดีขึ้น เศรษฐกิจจะไปได้เร็วกว่า ขณะนี้มันฝืดเคืองอยู่ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการหิวโหย เกิดการลักขโมย แล้วค่อยมาเป็นภาวะฉุกเฉิน ผมอยากให้นักการเมืองช่วยกันมองว่า บางครั้งตัวบทกฎหมายมันมีเขียนไว้ แต่มันต้องใช้ระบบรัฐศาสตร์มองภาพใหญ่ในภาวะเศรษฐกิจที่ตอนนี้มันติดหล่มจริง ๆ” นายวิวรรธน์ กล่าว





