“โอ๊ค พานทองแท้” นั่งรถตู้แวะส่งกำลังใจ “คนเสื้อแดง” ปักหลักค้างคืนหน้าเรือนจำฯ รอรับ “ทักษิณ” พักโทษ ยกมือไหว้บอกพรุ่งนี้เจอกัน “คนเสื้อแดง” เฮร้องดีใจ จับไม้จับมือเซลฟี่
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะได้รับการปล่อยตัวพักโทษ โดยตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่คนเสื้อแดงปักหลักค้างคืนและเสวนาปราศรัยที่บริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ก็ได้มีรถตู้คันหนึ่งแล่นผ่านมาเลียบข้างจุดเวที ก่อนเปิดกระจกรถลง เป็นนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ โอ๊ค บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้แวะเวียนมาส่งกำลังใจให้กับมวลชนคนเสื้อแดง ยิ้มแย้ม ทักทายและยกมือไหว้ ก่อนกล่าวกับคนเสื้อแดงว่า “เจอกันพรุ่งนี้นะครับ” ขณะที่คนเสื้อแดงต่างเฮร้องดีใจ จับไม้จับมือและร่วมถ่ายภาพเซลฟี่กับนายพานทองแท้ ก่อนที่รถยนต์ของนายพานทองแท้ จะเคลื่อนตัวออกไป
ขณะที่บรรยากาศเช้านี้ ตั้งแต่เวลา 05.00 น. บริเวณด้านหน้าเรือนจำคลองเปรม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศมีมวลชนคนเสื้อแดง ซึ่งมาปักหลัก ตั้งแต่เมื่อวาน (10พ.ค.) ที่บริเวณริมฟุตบาท เพื่อรอต้อนรับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากเรือนจำหลังได้รับการพักโทษ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มวลชนหลายคนเดินทางมาจับจองพื้นที่ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ และบางคนเดินทางมาจากหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน และภาคเหนือ

ด้านการรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเคร่งคระดมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และตำรวจEOD หลายร้อยนายเข้าดูแลพื้นที่
เวลา 5.55 น. นายวิญญัติ ชาติมนตรี เป็นทนายความประจำตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแจ่ม ได้ทักทายสื่อมวลชน ก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านใน โดยที่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดใด ขณะเดียวกัน จากการสังเกตก็พบว่ามี ทีมงานของพรรคเพื่อไทย ส.ส. และ แกนนำของพรรค ทะยอยเดินทางมาถึงแล้วเช่นกัน อาทิ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

สำหรับกำหนดการนายทักษิณจะเดินออกจากเรือนจำในเวลา07.50 น. พร้อมติดกับกำไร EM โดยมีครอบครัว พร้อมด้วยแกนนำ และสส. พรรคเพื่อไทย กว่า 30 คน รอต้อนรับบริเวณหน้าประตูเรือนจำ และเคารพธงชาติร่วมกันในเวลา 08.00น. จากนั้นนายทักษิณได้เดินทางขึ้นรถและเดินทางออกจากเรือนจำมุ่งหน้าไปยังบ้านจันทร์ส่องหล้า ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 ซึ่งยื่นเป็นสถานที่คุมประพฤติจนกว่าจะครบกำหนดโทษ
ในส่วนของคดีที่นายทักษิณต้องรับโทษ มีทั้งหมด 3 คดี ตามคดีพิพากษาต้องรับโทษจำคุกทั้งหมด 8 ปี โดยนายทักษิณเดินทางกลับเข้าประเทศไทยด้วยเครื่องบินส่วนตัวเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 ซึ่งทันทีที่ถึงก็เดินทางไปที่กระทรวงยุติธรรมเพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย แต่ในช่วงกลางดึกของวันเดียวกันนายทักษิณถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจ เนื่องจากโรคประจำตัวกำเริบ และพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจเรื่อยมา
ต่อมาในวันที่ 31 ส.ค.2566 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษเหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี เพื่อจะได้ใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ช่วยเหลือและทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ สังคม และประชาชน ตามที่นายทักษิณ ได้ยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
ก่อนที่ในวันที่ 18 ก.พ.2567 นายทักษิณเดินทางออกจากโรงพยาบาล เพื่อไปคุมประพฤติที่บ้านจันทร์ส่องหล้า เนื่องจากเข้าเกณฑ์พักโทษ เนื่องจากนักโทษที่มีอายุมากกว่า 70 ปี และมีโรคประจำตัวร้ายแรง ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยเรื่องการรับโทษของนายทักษิณเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ จนที่สุดนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้ศาลไต่สวนการบังคับโทษ ซึ่งศาลฎีกา ฯ ได้รับเรื่องและดำเนินการไต่สวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์และแพทย์ พยาบาลโรงพยาบาลตำรวจ
และเมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 ศาลฎีกาฯ สั่งให้นำตัวนายทักษิณกลับไปจำคุกเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่นับรวมช่วงเวลาที่พักรักษาตัวบนชั้น 14 จึงทำให้นายทักษิณต้องกลับเข้าสู่เรือนจำคลองเปรมอีกครั้งจนถึงวันนี้นายทักษิณได้รับโทษมาแล้ว 8 เดือน หรือ 2 ใน 3 ของจำนวนโทษที่ได้รับ จึงเข้าหลักเกณฑ์การพักโทษ
ซึ่งคณะกรรมการพักโทษ กระทรวงยุติธรรม มีมติอนุมัติพักโทษ นายทักษิณ รอบที่2 โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องสวมกำไลอีเอ็ม (EM) ตลอดระยะเวลาพักโทษ จนกว่าจะพ้นโทษ และเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติ และจะต้องมีการรายงานตัว และห้ามเดินทางออกนอกพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตจนถึงวันที่ 9 ก.ย. 2569







