สว. ถลกปัญหานอมินี ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-ภูเก็ต อัดรัฐปล่อยทุนเทาแฝงตัว หนุ่มจีนซุกคลังแสง

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม มีวาระการพิจารณาญัตติเรื่องปัญหาการถือครองที่ดินโดยคนต่างด้าวผ่านตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น นายนพดล พริ้งสกุล สว.เป็นผู้เสนอ

โดยนายนพดล กล่าวเสนอญัตติว่า เรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อธิปไตยทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศไทยในระยะยาว ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ของชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ตนจึงเสนอญัตติ มีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรมและเสมอภาคเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

ด้านน.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สว.กล่าวสนับสนุนญัตติว่า เราอาจจะภูมิใจที่ต่างชาติเพื่อนร่วมโลกหนีร้อนมาพึ่งเย็น เลือกใช้แผ่นดินของเราเป็นที่พึ่งพิง ซึ่งประเทศไทยเราเปิดรับชาวต่างชาติมาโดยตลอด เช่น ชาวจีนโพ้นทะเล ชาวมอญลี้ภัยจากสงครามเมียนมา นอกจากนี้ ยังมีชาวเปอร์เซีย ชาวอินเดีย ฝรั่ง ชาวต่างชาติเหล่านี้ได้มาสร้างบ้านสร้างเมือง แต่ในปัจจุบันไม่เหมือนกับเมื่อก่อน เป็นการยึดครองแล้วเกิดการสร้างรัฐซ้อนรัฐ เช่น กรณีชาวยิวบนเกาะพงัน ที่สะท้อนว่าชาวต่างชาติเหล่านั้นไม่ได้มาแค่การท่องเที่ยว แต่ให้คนไทยเป็นอมินี ตั้งรกราก สร้างชุมชน จนเกาะพงันกลายเป็นเทลอาวีฟ 2 สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างคือมีการสร้างโรงเรียนปิด ซึ่งอาจจะมีการบ่มเพาะเด็กของตนเองด้วยอุดมการณ์ที่ตัดขาดจากสังคม ไม่เรียนรู้ เคารพกฎหมายของไทย ตนกังวลว่าอาจจะมีการปลูกฝังความรุนแรง และในอนาคตจะไม่สามารถรับมือได้

“นอกจากอยู่ที่เกาะพะงันแล้ว ยังมีชาวรัสเซียที่ภูเก็ต และชาวจีนแถวห้วยขวาง และระยองเป็นต้น คนเหล่านี้สร้างธุรกิจปิด โดยให้คนไทยเป็นนอมินี สุดท้ายเงินไม่ตกถึงคนไทย บางกรณีมีการซื้อหมู่บ้านจัดสรรแทบทั้งโครงการ คนที่อยู่เดิมสู้ไม่ไหว ล้มหายตายจาก มีการกีดกันคนไทยออกไปเรื่อยๆ อย่างล่าสุดที่มีชาวจีนขับรถคว่ำแถวชลบุรี แล้วตำรวจพบคลังอาวุธและสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับกองกำลังในประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ คำถามคือนี่เป็นผลจากการปล่อยปละละเลยให้ชาวต่างชาติเข้ามาแฝงตัว ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายและนอมินีไทย เพื่อใช้ก่ออาชญากรรมหรือไม่ แล้ววันนี้เราต้องยอมให้ความหลากหลายกลายเป็นช่องว่างให้ใครมาสร้างโลกใบที่สอง หรือละเมิดอธิปไตยของชาติ รวมทั้งอุดมการณ์ที่จะเกิดความขัดแย้ง เป็นการวางระเบิดเวลาให้กับคนไทยทั้งประเทศ” น.ส.อัจฉรพรรณ กล่าว

น.ส.อัจฉรพรรณ กล่าวต่อว่า ตนมองว่าเป็นปัญหารัฐแตกแยก จึงอยากให้รัฐบาลรีบดำเนินการ 3 ประการ คือ 1.ขอให้ทบทวนนโยบายเช่าที่ดินของชาวต่างชาติระยะยาว 99 ปี แม้รัฐอาจจะบอกว่าเป็นเพียงแค่การเช่า ไม่ได้ขายชาติขายแผ่นดิน แต่ขอให้พึงระวังไว้ว่าอาจจะไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการมอบเอกสิทธิ์บนแผ่นดินไทยให้ชาวต่างชาติหลายชั่วอายุคน ตนขอให้จัดโซนนิ่งเฉพาะชาวต่างชาติ เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าคนต่างชาติเข้ามาแย่งที่อยู่ของคนไทย 2. ทบทวนมาตรการวีซ่าอย่างเข้มงวด และ3. ขอให้ฝ่ายความมั่นคงบูรณาการกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับเด็กเยาวชนและสังคมที่ดำเนินการกับชาวต่างชาติทั้งหมด มูลนิธิ สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียน โดยต้องบังคับการใช้กฎหมายเด็ดขาด เพื่อไม่ให้สถานที่เหล่านี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการแฝงตัว เพื่อสร้างชุมชนปิด

Advertisement

“เราไม่ต้องให้ความใจดีของเรามาเป็นช่องโหว่ของกลุ่มบางกลุ่มมากอบโกยผลประโยชน์ สร้างโลกใบที่สอง ทำลายความมั่นคงของเรา รัฐบาลต้องรีบจัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน“ น.ส.อัจฉรพรรณ กล่าว

ขณะที่ นางประทุม วงศ์สวัสดิ์ สว. อภิปรายว่า ตนอยู่พัทยา ช่วงนี้พัทยาถูกพาดพิงหลายเรื่อง ตนตั้งคำถามว่าทำไมเขาถึงเลือกประเทศไทย ทำไมประเทศไทยถึงเป็นประเทศที่อ่อนแอจนทุนเทาเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานเต็มบ้านเต็มเมือง คิดให้ลึกๆ นะ ตนอยากชวนทุกท่านคิด ทำไมบางประเทศแทบไม่มีปัญหานอมินีเลย หรือมีก็ไม่สามารถสร้างเครือข่ายให้เติบโตเหมือนประเทศไทยได้ ตนคิดว่าระบบรัฐของเขาแข็งแรงกว่าของเรา เขามีระบบการตรวจสอบอย่างแท้จริง ประเทศไทยทำงานแยกขาดจากกัน คนละกระทรวง ต่างคนต่างถือข้อมูล ต่างมีอำนาจ จึงเกิดสิ่งที่ประชาชนเรียกว่ารัฐราชการแบบไซโล รัฐของเราตามไม่ทัน

นางประทุม อภิปรายอย่างดุเดือดว่า ชาวต่างชาติพวกนี้ แทรกซึมไปในธุรกิจท้องถิ่นแบบเงียบๆ คนไทยตอนนี้กลายเป็นลูกจ้างทุนพวกนี้หมดแล้ว เราต้องปฏิรูปทั้งระบบ ตนขอเสนอปราบทุนเทาเชิงนโยบาย 7-8 หน่วยงาน เมื่อไหร่มันจะจับได้ ตั้งเป็นซิงเกิ้ลคอมมานเลย มีวอรูมชัดเจน เชื่อมข้อมูลให้หมดเลยทุกหน่วยงาน

“มีเจ้าภาพที่แท้จริง มันเหิมเกิมกับประเทศไทยแบบนี้ ต้องรู้เจ้าของที่แท้จริง ไม่ใช่เอาคนสวนเอย เอาอะไรเอยมาเป็นเจ้าของ แล้วใช้คนไทยบังหน้า การที่นักลงทุนจะมาลงทุนในประเทศเรา เขามองเห็นแล้ว ทำไมเขาถึงเลือกประเทศไทย เพราะช่องว่างมันเยอะ มันอุดได้ด้วยเงิน มันอุดได้ด้วยการคุยกันได้ เพราะอะไรก็ไทยๆ ไปหมด Thailand only” นางประทุม กล่าว

นางประทุม กล่าวย้ำว่า การเชื่อมข้อมูลมันต้องเชื่อมให้หมด อย่าพูดแต่สวยหรู เราต้องแยกนักลงทุนคุณภาพออกจากทุนเทา เพราะประเทศไทยจำเป็นต้องใช้เงินเงินลงทุนจากต่างชาติ วันนี้ ทุน เทคโนโลยี และคนเก่ง มันเคลื่อนย้ายไปทั่วโลก เพราะฉะนั้น เราจะปิดกันหมด สุดท้ายแล้วประเทศเราก็จะเสียโอกาส ตนจึงเห็นว่าบางพื้นที่บางอุตสาหกรรมและบางโครงการ ต้องกล้าคิดทำใหม่ เช่น การใช้สิทธิ์ ให้เช่าระยะยาว บางท่านอาจจะบอกว่าเราเสียสิทธิ์ แต่บางพื้นที่ บางโครงการจำเป็นต้องมีให้เช่าระยะ 50-70 ปี หรือมากกว่านั้น ในพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ

“อย่างเพื่อนดิฉันจะมาลงทุนพูลวิลล่า ลงทุนเป็น 300-500 ล้านบาท แต่ถ้ากฎหมายไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เขาก็ต้องใช้นอมินีอย่างเต็มที่ เขาบอกว่าคนไทยต้อง 51% ต่างชาติ 49% แล้วหน้าแมวที่ไหนจะกล้าลงทุน เพราะฉะนั้น ดิฉันบอกว่าให้ตรงไปตรงมาไปเลย ให้สิทธิการลงทุนแล้วเขาจะสามารถเสียภาษีได้เต็มที่ เราจะจัดเก็บได้” นางประทุม กล่าว

นางประทุม กล่าวต่อว่า ปัญหาตอนนี้เกิดจากการหาเศษหาเลย ตนไม่อยากจะพูดถึงข้าราชการเทา ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากข้าราชการเทาช่วยเหลือ บ้านเราก็เลยเป็นสวรรค์ของทุนเทา แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นทั้งหมด

จากนั้นที่ประชุมได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง จนท้ายที่สุด ที่ประชุมวุฒิสภามีมติให้ส่งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณาต่อไป