
นายกฯ ยัน ไม่จำเป็นต้องสังคายนาการออกทะเบียนราษฎร์ หลัง พบต่างชาติสวมสิทธิ์ ชี้ กฎหมายมีอยู่แล้ว หากใครทำผิดไม่มีทางรอด บอก อย่าเอาปลาเน่าตัวเดียวไปติเรือทั้งโกลน ส่วนกรณีชายชาวจีนครอบครองอาวุธผิดกฎหมาย ย้ำ ต้องขยายผลไปให้ถึงขบวนการ – เครือข่าย
เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีการมองว่าฝ่ายความมั่นคง รวมถึงกระทรวงมหาดไทย มีความหละหลวมในการออกทะเบียนราษฎร์ให้กับชาวจีน จนทำให้เกิดการสวมสิทธิ์กัน ว่า ตอนนี้การออกทะเบียนราษฎร์ และการโอนสัญชาติมีความเข้มข้นมาก ตั้งแต่กรณีที่เป็นประเด็นขึ้นมา แต่ตนไม่ขอเอ่ยชื่อ เนื่องจากต้องเคารพสิทธิส่วนบุคคล
“ซึ่งเท่าที่ทราบก็ไม่ได้มีการให้สัญชาติอะไร แต่อย่างที่บอกคืออย่าเอาปลาเน่าตัวเดียวไปติเรือทั้งโกลน แบบนั้นมันไม่ได้ “นายอนุทิน กล่าว
เมื่อถามว่าจำเป็นต้องสังคายนาใหม่หรือไม่ นายกฯ ยืนยันว่าไม่จำเป็น เพราะเรื่องนี้มีกฎระเบียบอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องอย่าให้คนที่มีปัญหาทำผิดกฎหมาย หรือ มีประวัติไม่ดี เข้ามาในสารระบบเท่านั้นเอง และเราก็อย่าแกล้งเซ่อ เพราะมันไม่มีทางหลุดรอดพ้นกระบวนการตรวจสอบหรือพิจารณาของราชการไปได้ ถ้าหลุดไปก็ดำเนินการลงโทษไปไม่รู้กี่คนแล้ว เช่น กรณีของจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีการนำบัตรประชาชนไปขาย นายอำเภอที่เกี่ยวข้องก็โดนคดีและโดนให้ออกจากราชการแล้ว ดังนั้นหากใครทำผิดเราก็จะใช้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เราจึงกำลังทบทวนอยู่ ฉะนั้นก็ต้องชั่งน้ำหนักด้วย ไม่ใช่ว่าฟรีจนไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย เพราะตอนที่เรายังไม่มีนโยบายนี้ ก็ไม่ได้มีการปล่อยวีซ่า จึงต้องหาจุดที่มันลงตัว อย่าเอามาเพียงบางกรณี เนื่องจากเรายังสามารถสร้างรายได้ให้กับคนได้อีกเป็นจำนวนมาก
ส่วนกรณีการจับกุมชายชาวจีนที่ครอบครองอาวุธสงครามเป็นจำนวนมาก นายกฯ ระบุว่า ได้รับรายงานตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเราได้มีการขยายผลแล้ว ขณะเดียวกันตนก็ได้คุยกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วยว่าคนที่สั่งสมอาวุธร้ายแรง หรือ อาวุธปืนเป็นงานอดิเรกนั้น ในขณะนี้ตามกฎหมายทำไม่ได้ เพราะตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน ได้ออกคำสั่งกระทรวงมหาดไทยห้ามพกอาวุธ ห้ามพกพา ห้ามซื้อ และห้ามออกใบอนุญาต ดังนั้นจะมาทำเป็นงานอดิเรกไม่ได้ เราไม่มีข้อยกเว้น โดยเฉพาะกรณีที่เป็นชาวต่างชาติด้วย
นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนได้บอกกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปว่าลองนึกถึงกรณีที่หากเราไปทำแบบนี้ในต่างประเทศ จะได้กลับประเทศหรือไม่ เพราะคงเป็นเรื่องราวใหญ่โตมโหฬารอย่างแน่นอน ดังนั้นต้องดำเนินการขยายผลไปให้ถึงขบวนการและเครือข่าย จนกว่าจะมั่นใจได้ว่าไม่มีความอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือ ต่อบุคคลใด โดยเฉพาะประชาชนชาวไทย





