
ความคืบหน้ากรณีที่หลายฝ่ายร่วมกันผลักดันให้มีการถอดคำว่า “สนุกเกอร์” ออกกจากพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 ซึ่งภาคส่วนของวงการกีฬาต่างให้การสนับสนุนผลักดันกันยาวนานกว่า 20 ปีแล้ว เพราะมองว่า การที่บัญญัติคำว่า “สนุกเกอร์” ไว้ใน พรบ.การพนัน ฉุดรั้งการพัฒนาวงการกีฬาสนุกเกอร์ ไม่สามารถปั้นเยาวชนขึ้นมาได้นั้น
ล่าสุด นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสั่งการให้สรุปแบบสำรวจข้อมูลบุคคล และสถานที่ที่จัดให้มีการเล่นบิลเลียด และให้ปราบปรามเครื่องเล่นการพนันประเภทที่เด็กนิยมเล่น
โดยกำหนดห้ามไม่ให้ออกโบอนุญญาตให้เล่นบิลเลียด คงให้มีได้เฉพาะภายในสมาคม หรือในเคหะสถาน
ของเอกชนเพื่อความรื่นเริง โดยเจ้าบ้านมิได้เรียกเก็บหรือรับผลประโยชนในทางตรงหรือทางอ้อมจากการเล่น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาปรับปรุงข้อกฎหมายว่าด้วยการพนัน ดังนั้นเพื่อให้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่การจัดให้มีการเล่นบิลเลียด สนุกเกอร์ หรือการเล่นที่คล้ายกันจึงขอให้จังหวัดดำเนินการ ดังนี้
1.แจ้งให้อำเภอดำเนินการสำรวจข้อมูลการจัดให้มีการเล่นบิลเลียด สนุกเกอร์ หรือการเล่นที่คล้ายกันโนเขตพื้นที่
2. รวบรวมข้อมูลตามแบบสำรวจ หร้อมทั้งทั้งรูปข้อมูลในภาพรามของจังจังหวัด และส่งให้กรมการปกครอง ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569
รายงานข่าวแจ้งว่า สาเหตุใหญ่ที่สำคัญที่ทำให้การถอดคำว่า “สนุกเกอร์” ออกจาก พรบ.การพนัน ทำไม่สำเร็จในช่วงที่ผ่านมานั้น ยอมรับตามตรงว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์แอบแฝง เจ้าหน้ารัฐที่ถือกฎหมายมีเอี่ยวกับ “ส่วย” ตามโต๊ะสนุกเกอร์ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยแต่ละแห่งที่สามารถเปิดให้บริการได้นั้น จะต้องจ่ายรายเดือนให้เจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าว อัตรามาตรฐานที่ถูกกำหนดไว้คือ โต๊ะละ 500 บาทต่อเดือน ถ้าหากเปิดให้บริการ 10 โต๊ะ ก็ต้องจ่าย 5,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของใบอนุญาตที่จะขอเปิดให้บริการนั้น ระบุไว้ชัดเจนว่า 1 ใบอนุญาตสามารถตั้งได้ 5 โต๊ะ ถ้าจะเปิด 10 โต๊ะต้องขอใบอนุญาต 2 ใบ ขณะเดียวกันยังมีเรื่องของพนักงานตั้งลูก (มาร์กกี้-มาร์กเกอร์) ที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวที่มาทำงาน เหล่านี้ล้วนเป็นผลประโยชน์ที่เจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวได้รับ จึงถูกขัดขวางมาตลอดไม่สามารถถอดคำว่า “สนุกเกอร์” ออกจาก พรบ.การพนันได้




