จีนระงับใบอนุญาตผู้ส่งออกเนื้อวัวมะกันหลายร้อยราย หลังเพิ่งต่ออายุระหว่างประชุม ‘ทรัมป์-สี’

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ศุลกากรจีน ได้สั่งระงับการอนุมัติการส่งออกสำหรับโรงงานแปรรูปเนื้อวัวของสหรัฐอเมริกาหลายร้อยแห่ง ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่รอยเตอร์ เพิ่งรายงานว่า ใบอนุญาตที่ผู้ส่งออกเนื้อวัวสหรัฐรอคอยมานานได้รับการอนุมัติแล้ว ระหว่างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน พบกันที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน

ข่าวระบุว่า โรงงานเนื้อวัวในสหรัฐกว่า 400 แห่ง สูญเสียสิทธิการส่งออกตลอดปีที่ผ่านมา หลังจากใบอนุญาตของจีน ซึ่งออกให้ระหว่างเดือนมีนาคม 2020 ถึง เดือนเมษายน 2021 หมดอายุลงโดยไม่มีการต่ออายุตามปกติ ซึ่งคิดเป็นราว 65 เปอร์เซ็นต์ ของโรงงานที่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด

ซึ่งการต่ออายุใบอนุญาตดังกล่าว จะถือว่าเป็นชัยชนะสำหรับผู้ผลิตเนื้อวัวสหรัฐ หลังจากทำเนียบขาวระบุในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า จะหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาหารือในการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง

ข่าวระบุว่า วันที่ 14 พฤษภาคม สถานะการขึ้นทะเบียนของโรงงาน ถูกระบุว่า “มีผลบังคับใช้” ก่อนที่ในเวลาต่อมา จะถูกเปลี่ยนกลับไปเป็น “หมดอายุ” อีกครั้ง ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ศุลกากรจีน

อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ยังไม่ได้คำตอบใดๆจากสำนักงานศุลกากรจีน เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ขณะที่ผู้บริหารของบริษัทเนื้อวัวจีนบางรายที่รอยเตอร์ติดต่อไป ก็ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหว

Advertisement

นายสวี่ หงจื้อ นักวิเคราะห์อาวุโส จาก ปักกิ่ง โอเรียนต์ อะกรีบิสเนส คอนซัลแทนต์ส กล่าวว่า สิ่งที่แน่นอนคือ เรื่องนี้เป็นไพ่ที่จีนใช้ในการเจรจาการค้าทวิภาคี ซึ่งมีประสิทธิภาพในการส่งสัญญาณ ขณะที่ความเสี่ยงที่แท้จริง ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ทั้งหมด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงนี้ และว่า เขาไม่แน่ใจว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ทั้งนี้ ระหว่างการพบปะทวิภาคีกับประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายขยายความร่วมมือด้านต่างๆ รวมถึงด้านการค้าและการเกษตร

ทั้งนี้ ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างปักกิ่งและวอชิงตัน ทำให้การส่งออกเนื้อวัวสหรัฐไปจีน ลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีที่ผ่านมา จากจุดสูงสุด 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2022