
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ในการเดินทางเยือนจีน ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม และทรัมป์ ได้เชิญบรรดาผู้นำธุรกิจโลกร่วมเดินทางไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น เจนเซ่น หวง ซีอีโอของเอ็นวิเดีย , อีลอน มัสก์ ซีอีโอของสเปซเอ็กซ์ และเทสลา และ ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิล เป็นต้น
แหล่งข่าว 3 ราย ระบุว่า สหรัฐอเมริกา ได้อนุมัติการขายชิป H200 ซึ่งเป็น ชิปปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ที่ทรงพลังมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของบริษัท เอ็นวิเดีย ให้แก่บริษัทจีนราว 10 แห่ง แต่เบื้องต้นยังไม่มีการส่งมอบแม้แต่ชิ้นเดียว ทำให้ข้อตกลงด้านเทคโนโลยีที่สำคัญนี้ ยังคงอยู่ในสถานะที่ไม่แน่นอน ขณะที่ เจนเซน หวง ซีอีโอ ของเอ็นวิเดีย กำลังมองหาความก้าวหน้าใหม่ในประเทศจีนในสัปดาห์นี้
แหล่งข่าวระบุว่า นายหวง ซึ่งในตอนแรกไม่ได้อยู่ในรายชื่อของผู้ที่จะเป็นแขกของทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐ ที่เดินทางไปประเทศจีน พร้อมกับบรรดาผู้นำบริษัทยักษ์ใหญ่ ตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ แต่ทรัมป์ ได้แวะรับนายหวง ที่รัฐอะแลสกา ระหว่างทางไปประเทศจีน เพื่อพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความหวังว่า การเดินทางครั้งนี้อาจช่วยปลดล็อกความพยายามที่หยุดชะงักไป ในการขายชิป H200 ในจีนได้ในที่สุด
ข่าวระบุว่า ก่อนหน้าที่สหรัฐจะยกระดับมาตรการควบคุมการส่งออก ให้เข้มงวดขึ้น เอ็นวิเดีย เคยครองส่วนแบ่งตลาดชิปขั้นสูงในจีนสูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ โดยตลาดในจีนเคยสร้างรายได้ให้กับบริษัทเอ็นวิเดียถึง 13 เปอร์เซ็นต์ และก่อนหน้านี้ เจนเซ่น หวง ได้ประมาณการไว้เฉพาะตลาดเอไอของจีนเพียงแห่งเดียว จะมีมูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้
โดยแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์เปิดเผยตัว เนื่องจากความละเอียดอ่อนของข้อมูล ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ ได้อนุมัติให้บริษัทจีน ประมาณ 10 แห่ง ซึ่งรวมทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง อาลีบาบา , เทนเซนต์ , ไบต์แดนซ์ และ เจดีดอตคอม สามารถจัดซื้อชิป H200 ของเอ็นวิเดียได้
แหล่งข่าวระบุด้วยว่า กลุ่มตัวแทนจำหน่ายอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึง เลอโนโว และ ฟ็อกซ์คอนน์ก็ได้รับการอนุมัติแล้วเช่นกัน โดยผู้ซื้อได้รับอนุญาตให้จัดซื้อโดยตรงจาก เอ็นวิเดีย หรือผ่านคนกลางเหล่านี้ก็ได้ และภายใต้เงื่อนไขใบอนุญาตของสหรัฐ ลูกค้าที่ได้รับการอนุมัติแต่ละราย จะสามารถซื้อชิปได้สูงสุดถึง 75,000 ตัว
อย่างไรก็ตาม โฆษกหญิงของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยานที่กำกับดูแลการควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ รุ่น H200 ได้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมและสารสนเทศของจีน และคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน ก็ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวเช่นกัน
ด้านเลอโนโว ได้ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งถึงรอยเตอร์ ว่า “บริษัทเป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่ได้รับการอนุมัติให้จำหน่ายชิป H200 ในประเทศจีน ภายใต้ส่วนหนึ่งของใบอนุญาตส่งออกของเอ็นวิเดีย”
แต่ทาง เอ็นวิเดีย , อาลีบาบา , เทนเซนต์ , ไบต์แดนซ์ , เจดีดอตคอม และฟ็อกซ์คอนน์ ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ
ด้านนายเจนเซ่น หวง ได้กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ของรัฐบาลจีน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมว่า เขาหวังว่า ทรัมป์และนายสี จะต่อยอดความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ในการเจรจาที่ปักกิ่ง เพื่อยกระดับความสัมพันธ์แบบทวิภาคีให้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวรายหนึ่ง ระบุว่า แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะอนุมัติแล้ว แต่ข้อตกลงยังคงหยุดชะงัก เนื่องจากบริษัทจีนทั้งหลายได้เริ่มถอยห่างออกมา หลังจากได้รับคำแนะนำจากรัฐบาลปักกิ่ง และว่า ท่าทีที่เปลี่ยนไปของจีน ส่วนหนึ่งถูกกระตุ้นจากการเปลี่ยนแปลงของฝั่งสหรัฐ แม้จะยังไม่แน่ชัดว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นคืออะไรก็ตาม
รายงานระบุว่า ความลังเลของรัฐบาลปักกิ่งนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการคำนวณเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากเกรงว่า การนำเข้าชิปอาจทำให้ความพยายามในการพัฒนาชิป เอไอ ของจีน อ่อนแอลง แม้ว่า ชิปเอไอของจีน จะยังคงตามหลังของเอ็นวิเดียอยู่ แต่บริษัทต่างๆของจีน อย่าง ดีพซีค ก็เริ่มออกมาประกาศความสำเร็จจากการพึ่งพาชิปในประเทศมากขึ้น รวมถึงชิปที่พัฒนาโดยหัวเว่ยด้วย
อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่การซื้อขายที่เสร็จสมบูรณ์ ถูกขัดขวางโดยข้อกำหนดที่ซับซ้อนจากทั้งสองฝ่าย โดยกฎของสหรัฐ ที่ประกาศเมื่อเดือนมกราคม ระบุว่า ผู้ซื้อชาวจีนต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ได้ติดตั้งขั้นตอนความปลอดภัยที่เพียงพอ และจะไม่นำชิปไปใช้ในวัตถุประสงค์ทางการทหาร นอกจากนี้ เอ็นวิเดีย ยังต้องรับรองว่า มีสินค้าคงคลังเพียงพอในสหรัฐอีกด้วย
โดยทรัมป์ ได้เจรจาในข้อตกลงที่ระบุว่า สหรัฐจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ 25 เปอร์เซ็นต์จากการขายชิป ซึ่งโครงสร้างนี้กำหนดให้ชิปต้องถูกส่งผ่านดินแดนของสหรัฐ ก่อนที่จะส่งต่อไปยังจีน เนื่องจากกฎหมายของสหรัฐไม่อนุญาตให้มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่งออกโดยตรง ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้กับรัฐบาลปักกิ่ง เกี่ยวกับการถูกดัดแปลงหรือช่องโหว่ที่แฝงมากับสินค้า แม้แหล่งข่าวจะรุบว่า มันเป็นเพียงวิธีเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายก็ตาม
ขณะที่กลุ่มสายเหยี่ยว ในสหรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านจีนอย่างรุนแรง ในวอชิงตัน ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวของรัฐบาลทรัมป์ ที่ระบุว่า การขายชิปดังกล่าว จะขัดขวางไม่ให้คู่แข่งชาวจีนไล่ตามผู้ออกแบบชิปของสหรัฐได้ทัน โดยนายคริส แมคไกวร์ นักวิชาการอาวุโสด้านจีน และเทคโนโลยีเกิดใหม่ จากสภาความสัมพันธ์ต่างประเทศ กล่าวว่า ข้อตกลงใดๆ ที่อนุญาตให้เอ็นวิเดียขายชิปให้จีนได้มากขึ้น หมายความว่า จะมีชิปเอ็นวิเดียให้บริษัทในสหรัฐน้อยลง และทำให้ความได้เปรียบด้านเอไอของสหรัฐเหนือจีนลดลง และเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงถูกเกลี้ยกล่อมให้เห็นแก่ประโยชน์ของเอ็นวิเดียมากกว่าประโยชน์ของสหรัฐ




