ข้อเสนอ‘ปราบโกง’ แก้‘วิกฤตศรัทธา’ภาครัฐ

ข้อเสนอ‘ปราบโกง’
แก้‘วิกฤตศรัทธา’ภาครัฐ

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการต่อกรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผล “การสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ” แฉ “สินบน-เส้นสาย” ยังฝังลึกระบบราชการไทย

ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ โดยคณะทำงาน Zero Corruption ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน กกร. ร่วมกับกลุ่ม “เพื่อนไม่ทน” และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยนั้น คือเป็นสัญญาณเตือเชิงโครงสร้างที่น่าวิตกอย่างยิ่งต่อระบบราชการไทย สิ่งที่ภาคธุรกิจสะท้อนออกมาอย่างตรงไปตรงมาคือ สินบน เส้นสาย ค่าดำเนินการพิเศษ ยังคงเป็นเนื้อร้ายฝังรากลึกอยู่ในกระบวนการใช้อำนาจรัฐ และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ปัญหานี้ดูเหมือนกำลังกลายเป็นต้นทุนปกติของการดำเนินธุรกิจในสังคมไทย

เมื่ออภิปรายผลการศึกษาชุดนี้กับดัชนีคอร์รัปชั่น หรือ CPI ของ Transparency International ปีล่าสุด ซึ่งประเทศไทยได้เพียง 33 คะแนน อยู่ลำดับที่ 116 ของโลก และถือเป็นคะแนนต่ำที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี ยิ่งสะท้อนว่าปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยจากการศึกษาทั้งสองชุดสอดคล้องกัน และปัญหาจากผลการศึกษาสะท้อนว่านี่ไม่ได้เป็นเพียงกรณีเฉพาะบุคคล หากแต่คือวิกฤตเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ผลสำรวจดังกล่าวยังได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อหน่วยงานรัฐหลายแห่ง บางกระทรวงเนื้อร้ายนี้ลุกลามไปในหลายกรมกอง

Advertisement

แน่นอนว่าในอดีตเมื่อพูดถึงคอร์รัปชั่น คนไทยมักนึกถึงภาพซองขาว หรือการจ่ายเงินใต้โต๊ะโดยตรง แต่ผลสำรวจครั้งนี้กลับสะท้อนความจริงอีกด้านหนึ่งว่าเส้นสาย หรือการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อเข้าถึงอำนาจรัฐกลายเป็นปัญหาไม่ต่างจากสินบน เรียกว่า “คอร์รัปชั่นเชิงวัฒนธรรม” กล่าวคือ แม้อาจไม่มีการรับเงินกันอย่างเปิดเผย แต่เป็นการสร้างอภิสิทธิ์ในการเข้าถึงรัฐ ทำให้ผู้ที่ไม่มีเครือข่าย ไม่มีผู้ใหญ่ หรือไม่มีอำนาจต่อรองกลายเป็นผู้เสียเปรียบในระบบเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ หรืออีกนัยหนึ่งคนสุจริตแข่งขันไม่ได้

สิ่งที่น่าวิตกยิ่งกว่าการมีอยู่ของสินบนคือ การที่สังคมเริ่มทำความคุ้นชิน จนบางกรณีคอร์รัปชั่นแทบมีลักษณะคล้ายอัตราค่าบริการที่รับรู้ร่วมกันโดยไม่เป็นทางการ หรือเป็นต้นทุนที่คำนวณได้ในการเข้าถึงอำนาจ หรือบริการของรัฐ

เมื่อใดที่สังคมเริ่มรับรู้ว่าการทำธุรกิจบางอย่างจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายพิเศษ หรือผู้ใหญ่ช่วยดูแล หรืออยากได้รับการบริการแบบพิเศษต้องจะมีราคา เมื่อนั้นคอร์รัปชั่น ก็จะไม่ได้ดำรงอยู่ในฐานะความผิดปกติอีกต่อไป แต่กำลังค่อยๆ กลืนกินสังคมและสถาปนาวัฒนธรรมของระบบขึ้นมา

มีการอธิบายมานานแล้วว่าคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในระบบที่ผู้ใช้อำนาจรัฐมีอำนาจผูกขาด มีดุลพินิจสูง แต่กลับขาดกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง Robert Klitgaard นักวิชาการด้านการต่อต้าน
คอร์รัปชั่นที่เสนอสมการสำคัญไว้ว่า คอร์รัปชั่น = อำนาจผูกขาด + ดุลพินิจ – การตรวจสอบรับผิด

ซึ่งผลการศึกษาของกรรมการร่วมภาคเอกชนนี้สะท้อนให้เห็นว่าไปในทิศทางเดียวกับสมการโกงข้างต้น เพราะอำนาจการตัดสินใจถูกรวมศูนย์อยู่กับคนเพียงไม่กี่คน เจ้าหน้าที่มีอิสระในการใช้ดุลพินิจสูง โดยไม่มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้จริง โอกาสเกิดคอร์รัปชั่น ก็จะเพิ่มสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ สมการโกงยังสะท้อนว่าคอร์รัปชั่นจำนวนมากมิได้เกิดจากความเลวร้ายเฉพาะตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการออกแบบโครงสร้างอำนาจที่เปิดช่องให้การใช้อำนาจที่ไม่ต้องรับผิดและไม่ถูกตรวจสอบอย่างแท้จริง

ยิ่งอำนาจกระจุกอยู่กับบุคคลมากเท่าใด ยิ่งเกิดการวิ่งเต้นมากเท่านั้น ยิ่งระบบตรวจสอบอ่อนแอมากเท่าใด ยิ่งเปิดพื้นที่ให้ผลประโยชน์แทรกแซงได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้น ข้อเสนอในการแก้ปัญหาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การรณรงค์เรื่องคุณธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปฏิรูประบบอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ หรือการใช้ระบบดิจิทัลเพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับรัฐ หรือการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐแบบเรียลไทม์ หรือการคุ้มครองผู้เปิดโปงการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระและตรวจสอบย้อนกลับได้จริง

เหนือสิ่งอื่นใด รัฐต้องทำให้การโกงไม่คุ้มทั้งในทางเศรษฐกิจและทางอำนาจ เพราะตราบใดที่ผลตอบแทนจากการทุจริตยังสูงกว่าความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษ คอร์รัปชั่นก็จะยังดำรงอยู่ต่อไป การต่อต้านคอร์รัปชั่นอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มบทลงโทษ แต่คือการทำให้อำนาจดุลพินิจที่มีราคาไม่สามารถซ่อนตัวอยู่ในความมืดได้อีกต่อไป

เมื่อย้อนกลับมามองระบบราชการไทย จะพบว่าหลายหน่วยงานยังคงมีลักษณะเช่นนี้อยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจอนุญาต การอนุมัติโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง หรือแม้แต่กระบวนการบริการประชาชนบางประเภทที่ยังพึ่งพาดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ ยิ่งขั้นตอนซับซ้อนมากเท่าใด ยิ่งเปิดพื้นที่ให้เงิน และเส้นสายเข้ามาแทรกแซงได้มากขึ้นผ่านภาษีเถื่อน (informal tax) ที่ไม่สามารถระบุในระบบบัญชีได้

ในหลายกรณี แม้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการรับเงินโดยตรง หากแต่เกิดจากความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ที่เชื่อมโยงระหว่าง ก) ทุน ข) อำนาจ และ ค) ระบบราชการ ซึ่งเรียกว่า “การครอบงำรัฐ” โดยกลุ่มทุนหรือเครือข่ายอำนาจสามารถใช้อิทธิพลกำหนดกติกา กลไกรัฐ หรือกระบวนการตัดสินใจ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องของตนเอง ดังนั้น คอร์รัปชั่นยุคใหม่จึงมิได้อยู่เพียงในรูปซองขาว แต่อาจอยู่ในรูปของการเข้าถึงรัฐที่ไม่เท่าเทียมกันและเมื่อการเข้าถึงอำนาจกลายเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ ภาพเชิงรูปธรรมคือการเดินเข้าไปอบรมผ่านหลักสูตรที่เอาคนมีอำนาจแต่ไม่มีเงินมาสานสัมพันธ์กับคนที่มีเงินแต่ไม่มีอำนาจ ผ่านฉากลวงตาว่าคือการแลกเปลี่ยนความรู้ ทั้งๆ ที่วัตถุประสงค์หลักคือการบ่มเพาะทุนทางอำนาจและสร้างเมล็ดพันธ์ุแห่งคอร์รัปชั่นให้เติบโตและส่งต่อยีนด้อยต่อไปยังลูกหลาน

ความน่ากังวลนี้ถูกแทรกซึมไปแทบทุกวงการไม่เฉพาะวงการธุรกิจหรือการเมือง ไม่เว้นแม้แต่แวดวงวิชาการ หรือบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ที่ควรดำรงตนอย่างอิสระ ตามหลักวิชาชีพ กล่าวโดยเฉพาะนักวิชาการที่ควรเติบโตผ่านความรู้ความสามารถ หรือการชี้ทิศแก่สังคมผ่านความรู้โดยปราศจากการแทรกแซง ทำนองเดียวกับบุคคลในกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะผู้พิพากษาหรืออัยการ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำรงตนไม่พาตนเองไปบ่มเพาะในวัฒนธรรมแห่งการสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ เพราะนี่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในสายตาสาธารณชน ซึ่งในสังคมยุคใหม่ความน่าเชื่อถือไม่ได้อยู่แค่การตอบคำถามว่าทุจริตหรือไม่ หากแต่ดำรงอยู่ด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระและโปร่งใส

และผลผลิตจากวัฒนธรรมคอร์รัปชั่นที่สร้างพันธมิตรทางผลประโยชน์ระหว่างอำนาจรัฐกับทุน การศึกษาของ กกร. ชี้ให้เห็นการคอร์รัปชั่นเชิงรุกที่ภาคเอกชนไม่ใช่เหยื่อของระบบ หากแต่เป็นผู้เสนอผลประโยชน์เพื่อแลกกับความสะดวก รวดเร็ว หรือสิทธิพิเศษบางอย่าง คำถามจึงไม่ใช่หยุดอยู่ที่ใครโกง แต่ต้องยกระดับไปสู่คำถามที่ว่าเหตุใดระบบจึงเปิดโอกาสให้การโกงเป็นเรื่องปกติ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยมักใช้แนวทางแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในลักษณะปราบรายคนมากกว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ เมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาวก็มีการตั้งกรรมการสอบ ลงโทษ หรือดำเนินคดี แต่กลับไม่ค่อยแตะต้องระบบที่เปิดช่องให้การทุจริตเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ในความเป็นจริงปัญหาหลักของไทยอาจอยู่ที่ดุลพินิจ ความไม่โปร่งใส และการบ่มเพาะวัฒนธรรมอุปภัมภ์ของระบบราชการมากกว่า แต่การปฏิรูปก็ไม่เคยใช้แสงสว่างหรือความโปร่งใสเข้าไปไล่ความมืดอย่างแท้จริง กลับปล่อยให้ปัญหาดำรงอยู่ในกล่องดำต่อไป

ท้ายที่สุด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่จำนวนเงินใต้โต๊ะที่เพิ่มสูงขึ้น แต่คือการที่สังคมเริ่มมองว่าระบบแบบนี้เป็นเรื่องปกติ กลายเป็นวัฒนธรรมของระบบโดยไม่รู้ตัว ยิ่งในบริบทของสังคมไทย ณ ปัจจุบันถือว่าปัญหานี้วิกฤตหนัก เพราะปัญหาไม่ได้อยู่เพียงกลไกราชการตามผลการศึกษาเพียงอย่างเดียว หากแต่ลุกลามไปถึงกลไกการตรวจสอบผ่านการเมืองสีน้ำเงินที่แทรกแซงเข้าไปทำให้ความอิสระต้องสะดุดหรือบิดเบี้ยว เช่นนี้ ก็เท่ากับว่ากลไกองค์กรการตรวจสอบก็บอบช้ำหนักเช่นกัน แน่นอนว่าความพยายามทำให้ประเทศไทยสะอาดนั้นกลับยิ่งยากเพราะไม้กวาดที่มีนั้นสกปรก

สุดเขต สกุลทอง
วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

หลังคณะทำงาน Zero Corruption: คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ จากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ 401 รายทั่วประเทศ โดยพบว่าปัญหาคอร์รัปชั่นยังคงเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง ถือเป็นความเคลื่อนไหวของภาคเอกชนในการต่อต้านปัญหาคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ พร้อมกำหนดกรอบป้องกันการทุจริต 6 ประกาศ ภายใต้เจตนารมณ์ “ไม่ทน ไม่ทำ ไม่เพิกเฉย” เพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับการคอร์รัปชั่น

ทั้งนี้ คณะทำงาน Zero Corruption เป็นการรวมตัวของภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ที่เล็งเห็นถึงประเด็นปัญหาการคอร์รัปชั่นที่กำลังส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ความเชื่อมั่นคงนักลงทุน และโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่เฉพาะแต่หน่วยงานภาครัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใสด้วย เราจะเห็นว่ารัฐบาลในอดีตเมื่อช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจะมีลักษณะการตั้งงบประมาณและกำหนดสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่ง แต่ปัจจุบันมีการนำระบบ E-Government และ E-Procuremen มาใช้ทำให้เกิดความโปร่งใสมากกว่าในอดีตที่ผ่านมาได้พอสมควร

การที่คณะทำงาน Zero Corruption และ กกร.ออกมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพื่อเป้าหมายนำไทยสู่ Zero Corruption โดยไม่ใช้แนวทางด้านกฎหมายมากดดัน เพราะแต่ละหน่วยงานก็มีธรรมาภิบาลและระเบียบปฏิบัติอยู่แล้ว และหากเกิดความเสียหายต่อรัฐ หรือสาธารณะก็มีองค์กรที่จะเข้าดำเนินการตรวจสอบ เช่น ปปป. ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ สตง. แต่แนวทางของคณะทำงาน Zero Corruption เป็นมาตรการทางสังคมที่เน้นป้องกันการคอร์รัปชั่น โดยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ซื่อสัตย์สุจริต และทำให้คนกลัวที่จะเข้าไปสู่กระบวนการที่ไม่โปร่งใส

สำหรับ 10 หน่วยงานรัฐที่เอกชนมีการเสนอสิ่งตอบแทนมากที่สุดจากผลสำรวจ ต้องยอมรับว่าจะโทษหน่วยงานรัฐอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเอกชนหรือประชาชนเองก็ไม่ปฏิบัติตามมาตรการ เมื่อต้องเสียเงินค่าปรับจึงมีการเสนอค่าตอบแทนให้หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ จึงต้องดูบริบทด้วยว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากหน่วยงานภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว ขณะเดียวกันบางหน่วยงาน เช่น อปท. ซึ่งมีงบประมาณของตัวเองและมีระเบียบปฏิบัติที่กำกับดูแลอยู่ จึงต้องดูรายละเอียดและเงื่อนไขประกอบด้วยเพราะบางกรณีเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้มีเจตนา จึงต้องให้ความยุติธรรมกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติด้วย

นอกจากนี้ ระบบของภาครัฐยังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างที่ค่อนข้างซับซ้อนบางกรณีระเบียบก็เอื้อให้มีการเดินทางลัด จึงต้องสร้างจิตสำนึกและรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนในสังคมตระหนักถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งแทรกซึมอยู่ทุกพื้นที่ไม่เว้นแม้แต่การเลือกตั้งก็เป็นจุดหนึ่งที่มีความเสี่ยง เพราะการเลือกตั้งทุกครั้งก็มีการสัญญาว่าจะให้ การเสนอให้ หรือใช้กระบวนการทุกรูปแบบที่นำไปสู่ความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้ง

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยข้อมูลความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ พบว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นชัดเจนหลายองค์กร การเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี มองให้เห็นว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาครั้งนี้ ไม่ได้คิดตามลำพัง แต่พยายามที่จะเอานักธุรกิจชั้นนำทั้งหมดที่ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเข้ามาเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศ ที่สำคัญในอดีตการแก้ไขปัญหาภาครัฐจะเป็นผู้นำ หรือร่วมกับบริษัทชั้นนำไม่กี่แห่ง แต่คราวนี้รัฐบาลได้เปิดพื้นที่ให้กับบริษัทต่างๆ มาระดมความคิดเห็นมากกว่า 400 บริษัท จะทำให้ภาพลักษณ์นั้นดีมาก อย่างไรก็ตาม ต้องดูว่าผลของการหารือ นำไปสู่ภาคการปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด

จากการที่นักธุรกิจออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า หน่วยงานราชการไหนบ้างที่มีการคอร์รัปชั่น มากที่สุด ผมมองว่าเป็นข้อมูลที่จริงมาก จากการเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการพบปะกันแบบธรรมดา แต่ยังมีความหวังที่จะร่วมมือกันไปสู่ภาคการปฏิบัติในการป้องกัน ผ่านไปยังการใช้กฎหมายของหน่วยงานภาครัฐ และรัฐบาลชุดนี้จะต้องสร้างความเชื่อมั่น ด้วยการปราบปรามให้เป็นรูปธรรม เพราะไม่เช่นนั้นไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ต้นทุนของคอร์รัปชั่นเป็นต้นทุนจริงของภาคธุรกิจ ส่งผลให้ภาคธุรกิจไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ บวกกับผลผลิตที่ออกมาส่วนหนึ่งส่งผล กระทบต่อประชาชนด้วย หากมีการคอร์รัปชั่น มาก ทำให้นักธุรกิจจะต้องเอาเงินจำนวนหนึ่งไปให้กับข้าราชการทุจริต ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

การหมักหมมในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ส่วนหนึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ไม่จริงใจในการปฏิบัติงาน ประกอบกับกระบวนการเอาผิดนั้นล่าช้าเกินไป จากการที่ติดด้วยระเบียบ ข้อกฎหมาย การคอร์รัปชั่นต้องใช้การตรวจสอบนานกว่า 10 ปี ซึ่งไม่สะท้อนตามข้อเท็จจริง ประกอบกับกฎหมายของไทยไม่เอื้อต่อการปราบปรามการคอร์รัปชั่น บทลงโทษก็น้อยเกินไป เมื่อมีการจับกุมดำเนินคดี มีการลดโทษ ไม่มีการยึดทรัพย์จริง ทั้งหมดเป็นปัญหาของระบอบข้าราชการที่จะแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น

หากต้องการที่จะปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง จะต้องมีนโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูประบบข้าราชการ ในความเห็นส่วนตัวอยากให้นายกฯอนุทินประกาศต่อวงที่ประชุมของนักธุรกิจว่า รัฐบาลจะเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ และให้บริษัทกว่า 400 บริษัทเป็นสักขีพยาน ประกาศห้วงเวลาว่าจะเอาจริงเอาจังภายใน 3-6 เดือน หากไม่แก้ปัญหาในเรื่องการทุจริต มองไปแล้วการแก้ไขปัญหาเรื่องอื่นๆ จะไปได้ยาก จะเห็นว่าช่วงนี้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ หรือปัญหาต่างๆ อันเนื่องมาจากปัจจัยภายนอก หากปัจจัยภายในเราเอื้อได้โดยไม่มีปัญหาการคอร์รัปชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เชื่อว่าประเทศไทยไปได้ หากไม่มีต้นทุนในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น หรือหากมีจะต้องมีให้น้อยที่สุด ซึ่งปัญหาใหญ่ๆ จะมาจากระบบข้าราชการเพราะเปิดช่องมากให้มีการทุจริต

นอกจากนี้ ยังมีระบบธุรกิจการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง หากดูเนื้อในจริงๆ แล้วมาจากธุรกิจการเมืองด้วย หลายคนก็รู้การเข้าสู่ของนักการเมืองจำนวนมาก ใช้เงินเยอะมาก พอเข้าสู่อำนาจรัฐก็จะต้องเข้าไปถอนทุนคืน ไปๆ มาๆ ก็จะต้องแก้ไขทั้งระบบราชการ และภาคการเมือง

การที่ภาคธุรกิจการนำระบบ E-Government/E-Procurement เข้ามาแก้ไขปัญหา ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการใช้เทคโนโลยีเอไอมาใช้จะสามารถเปิดเผยข้อมูล และยังทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย และยังทราบว่าปัญหาไปติดอยู่จุดไหนอีกด้วย โดยเฉพาะ E-Government จะทำให้ข้อมูลโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และยังทำให้การทุจริตเกิดขึ้นน้อยอีกด้วย

ในการแก้ไขปัญหาทุจริต ผมมองว่านายกฯอนุทินจะต้องประกาศในที่ประชุมในการสัมมนาว่าจะเอาจริงเอาจัง ประการต่อมาจะต้องตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานไหนบ้าง อาทิ ป.ป.ช. ระบบราชการ คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) อาจจะต้องมีการยกตัวอย่างเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น และตรวจสอบว่ามีหน่วยงานใดเข้ามาเกี่ยวข้องกันบ้าง หลังจากนั้นวางไทม์ไลน์ภายใน 6 เดือนจะต้องแก้ไขปัญหาให้เรียบร้อย พร้อมประกาศว่ารัฐบาลจะเอาจริง การดำเนินคดีจะต้องใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี คดีทุจริตคอร์รัปชั่นไม่สามารถขอลดโทษใดๆ ได้ทั้งสิ้น ยึดทรัพย์ยึดจริง ประหารชีวิตจริง ติดคุกจริง แต่ที่ผ่านมาหากผู้ต้องการทุจริตถือว่าลงทุนคุ้ม โกงกันเป็นพันล้าน แต่ติดคุก 2 ปี บางคนหนีคดีความไปต่างประเทศ พอคดีหมดอายุความก็กลับมา กระบวนการบังคับใช้เกี่ยวกับคดีทุจริตคอร์รัปชั่น กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำของไทยนั้นล้มเหลว

หากมามองในเรื่องการทำงานของ ป.ป.ช.ต้องยอมรับว่าสังคมจับตามองมากที่สุด แต่ ป.ป.ช.อ้างว่าทำตามระบบระเบียบข้าราชการ ทำให้การดำเนินคดีล่าช้า ในความเป็นจริง ป.ป.ช.จะต้องมีการปฏิรูป ตั้งแต่กระบวนการเข้ามาเป็น ป.ป.ช. กลไกในการทำงานต้องรวดเร็ว สนองตอบต่อความต้องการ เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการป้องกันปัญหาการคอร์รัปชั่น แต่หลายคนมองว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรรับใช้ทางการเมือง ฝ่ายตรงข้ามจะเร็ว ถ้าเป็นฝ่ายเดียวกันก็ช้า ผมมองว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรที่ล้มละลายความน่าเชื่อถือที่สุดขององค์กรหนึ่งของประเทศไทย

ส่วนกรณีที่อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมนั้น ผมมองว่าจะต้องไปแก้ไขกฎหมายด้วย ทุกวันนี้ประชาชนเห็นมีการคอร์รัปชั่นเยอะ หากประชาชนจะร้องเรียนจะต้องเปิดเผยชื่อจริง ที่อยู่จริง ทำให้สร้างความไม่ปลอดภัยให้กับประชาชน ในความเป็นจริงหากประชาชนมีหลักฐานเพียงพอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไปดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งในเรื่องนี้จะต้องไปแก้กฎหมายอีกชั้นหนึ่ง

หากจะแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น ย้ำว่ารัฐบาลจะต้องประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ประการต่อมา ต้องทำให้ทุกองค์กรในสังคมเห็นปัญหาร่วมกัน และจะต้องแก้กฎ ระเบียบ ข้อกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคเกี่ยวกับการดำเนินคดีทุจริต สุดท้ายมาตรการการลงโทษจะต้องไม่มีการลดโทษใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ให้มีช่องว่างทางกฎหมาย ยึดทรัพย์ยึดจริง ลงโทษจะต้องเข้มข้น อาจจะต้องคิดถึงโทษประหารชีวิต หากดูตัวอย่าง ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศจีน เอาจริงในเรื่องนี้ การที่มีการบังคับใช้กฎหมายที่บทลงโทษรุนแรง จนทำให้คนที่จะทุจริตคอร์รัปชั่นประเมินแล้วไม่คุ้มที่จะลงมือกระทำผิด แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยหละหลวมมาก โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม จึงทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างมากมายทั่วประเทศ