
หวัง อี้ เผยผลหารือผู้นำจีน-สหรัฐ เห็นพ้องสัมพันธ์เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เปิดเผย การแถลงต่อสื่อมวลชนของนายหวัง อี้ กรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีน เกี่ยวกับสถานการณ์และฉันทามติจากการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคม ที่กรุงปักกิ่ง โดยมีเนื้อหาดังนี้
1. แวดวงต่าง ๆ ของจีนและสหรัฐฯ รวมถึงประชาคมโลกต่างให้ความสนใจต่อการเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ในครั้งนี้อย่างมาก ท่านประเมินการพบปะหารือของผู้นำทั้งสองประเทศครั้งนี้อย่างไร
ประการแรก นี่คือการพบหารือสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาของทั้งสองประเทศ ปีนี้เป็นปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน ซึ่งจีนกำลังผลักดันการพัฒนาคุณภาพสูงและความทันสมัยแบบจีนอย่างรอบด้าน ขณะเดียวกัน ปีนี้ยังเป็นวาระครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราชของสหรัฐฯ ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศได้พบกันที่กรุงปักกิ่งเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับ การบริหารประเทศ ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ และประเด็นร้อนระหว่างประเทศและภูมิภาค พร้อมส่งสัญญาณสำคัญต่อโลกว่า “การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน” และ “การทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” สามารถดำเนินควบคู่กัน สนับสนุนกัน และสร้างประโยชน์แก่โลกได้
คำถามแห่งประวัติศาสตร์ คำถามของโลก และคำถามของประชาชนเหล่านี้ คือคำถามที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันเขียนคำตอบแห่งยุคสมัย ผู้นำของทั้งสองประเทศต้องร่วมกันชี้นำและควบคุมทิศทางของ “เรือแห่งความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ” ให้มั่นคง ซึ่งจะส่งผลสำคัญและลึกซึ้งต่อการพัฒนาของสถานการณ์ระหว่างประเทศและความก้าวหน้าของสังคมมนุษยชาติอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังยินดีขยายการแลกเปลี่ยนในด้านการทูต การทหาร เศรษฐกิจและการค้า สาธารณสุข เกษตรกรรม การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเติมพลังใหม่ให้กับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศระยะต่อไป
2. เราจะทำความเข้าใจกับ “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ระหว่างจีน–สหรัฐฯ” อย่างไร
ฝ่ายจีนเห็นว่าประการแรก ความสัมพันธ์นี้ควรเป็น “เสถียรภาพเชิงบวกที่ยึดความร่วมมือเป็นหลัก” โดยเสริมสร้างความยืดหยุ่นของความสัมพันธ์ผ่านการแลกเปลี่ยนและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง จีนและสหรัฐฯ เป็นสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่อาจแยกออกจากกันได้ “ความร่วมมือย่อมนำมาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ความขัดแย้งย่อมเสียหายทั้งคู่” การเผชิญหน้าของสองฝ่ายจะนำมาซึ่งหายนะต่อทั้งสองประเทศและทั่วโลก แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน จะสามารถสร้างสิ่งดีงามมากมายให้แก่ทั้งสองประเทศและทั่วโลกได้
ประการที่สอง ความสัมพันธ์นี้ควรเป็น “เสถียรภาพเชิงการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์” ไม่ใช่เกมผลรวมศูนย์ที่ต้องมีผู้แพ้กับผู้ชนะ แม้การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจจะเป็นเรื่องปกติ แต่เราไม่ควรนิยามความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ว่าเป็นการแข็งขันทั้งหมด แม้จะมีการแข่งขัน แต่ต้องเป็นการแข่งขันที่เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แข่งกันพัฒนา และแข่งขันอย่างเป็นธรรมภายใต้กติกา โดยมีเป้าหมายของการแข่งขันเพื่อให้แต่ละฝ่ายพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น
ประการทีสาม ความสัมพันธ์นี้ควรเป็น “เสถียรภาพปกติที่ความเห็นต่างสามารถควบคุมได้” ไม่ควรผันผวนเหมือนรถไฟเหาะ ทั้งสองฝ่ายควรรักษานโยบายที่มั่นคงและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องรักษาคำมั่นสัญญาและเดินเข้าหากันอย่างต่อเนื่อง อาศัยความร่วมมือที่คาดการณ์ได้ในเชิงบวกระหว่างจีน-สหรัฐ เพื่อสร้างความแน่นอนมากขึ้นให้แก่การพัฒนาของแต่ละฝ่าย และสถานการณ์ระหว่างประเทศ
ประการที่สี่ ความสัมพันธ์นี้ควรเป็น “เสถียรภาพระยะยาวที่คาดหวังสันติภาพได้” ไม่ควรเกิดความขัดแย้ง การเผชิญหน้า หรือสงคราม การอยู่ร่วมกันอย่างสันติคือจุดร่วมสูงสุดของจีนและสหรัฐฯ เพราะผลลัพธ์ของการเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศเป็นสิ่งที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถยอมรับได้ กุญแจสำคัญคือการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมสามฉบับระหว่างจีน–สหรัฐฯ คือ เคารพในระบบสังคมและเส้นทางการพัฒนาของกันและกัน เคารพผลประโยชน์หลักและข้อกังวลสำคัญของกันและกัน และเคารพสิทธิในการพัฒนาของกันและกัน
กล่าวโดยสรุป “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ระหว่างจีน–สหรัฐฯ” ไม่ใช่เพียงคำขวัญ แต่ควรเป็นเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือปฏิบัติร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายต้องเดินตามทิศทางที่ผู้นำทั้งสองกำหนดร่วมกัน เติมเต็มเนื้อหาของสถานะใหม่นี้อย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนให้เป็นนโยบายและมาตรการที่เป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ
3. การพบหารือครั้งนี้ได้บรรลุฉันทามติใดบ้างในการส่งเสริมการติดต่อระดับสูงและการแลกเปลี่ยนด้านต่าง ๆ ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
ในการพบหารือครั้งนี้ ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะรักษาการติดต่ออย่างใกล้ชิดผ่านการพบหารือ การสนทนาทางโทรศัพท์ หรือการส่งสาส์นถึงกัน โดยตามคำเชิญของประธานาธิบดีทรัมป์ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในระดับรัฐในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ทั้งสองฝ่ายควรร่วมกันเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิสัมพันธ์ระดับผู้นำ สร้างบรรยากาศที่เหมาะสม และผลักดันให้เกิดผลลัพธ์มากยิ่งขึ้น
ภายใต้การมอบหมายของผู้นำทั้งสอง ช่องทางการสื่อสารทางการเมืองและการทูตจะเปิดอย่างต่อเนื่อง ความเห็นต่างจะได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม แก่นแท้ของปัญหาจะได้รับการแก้ไข ความเข้าใจระหว่างกันจะเพิ่มพูนขึ้น และจะส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี ตามฉันทามติของผู้นำทั้งสอง คณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้าของจีนและสหรัฐฯ ได้จัดการหารือกันหลายรอบ ซึ่งช่วยรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าและสร้างความเชื่อมั่นของตลาด กลไกด้านการเมืองการทูตและเศรษฐกิจการค้าจะยังคงทำหน้าที่ต่อไป โดยความร่วมมือจะเพิ่มขึ้นและปัญหาอุปสรรคจะลดลง
การนำฉันทามติของผู้นำทั้งสองไปปฏิบัติจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานของทั้งสองฝ่าย การพบหารือครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้สถาบันนิติบัญญัติ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และสื่อมวลชนของทั้งสองประเทศเพิ่มการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันในการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเอเปค และการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 ในปีนี้ ทุกระดับของจีนและสหรัฐฯ ควรลงมือปฏิบัติเพื่อให้ฉันทามติของผู้นำทั้งสองเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
4. จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศผ่านการพบหารือครั้งนี้ได้อย่างไร
หวัง อี้: ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เคยกล่าวไว้ว่า “ความหวังของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ อยู่ที่ประชาชน รากฐานอยู่ที่ภาคประชาชน อนาคตอยู่ที่เยาวชน และพลังอยู่ที่ท้องถิ่น” ในการพบหารือครั้งนี้ ผู้นำทั้งสองต่างกล่าวถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวถึงเรื่องราวการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนโดยเฉพาะ โดยชี้ว่า เมื่อ 55 ปีก่อน “การทูตปิงปอง” ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้เปิดประตูความสัมพันธ์ที่ถูกปิดตายมานานกว่า 20 ปี และกลายเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคใหม่ ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมกล่าวว่าชาวอเมริกันและชาวจีนต่างชื่นชมและเคารพซึ่งกันและกัน และมีมิตรภาพต่อกันอย่างยาวนาน
หลังจากความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ เข้าสู่ระยะใหม่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เสนอข้อริเริ่มสำคัญ “เชิญเยาวชนอเมริกัน 50,000 คนมาเยือนและศึกษาในจีนภายในระยะเวลา 5 ปี” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากทุกภาคส่วนของทั้งสองประเทศ ท่านยังยินดีต้อนรับเยาวชนอเมริกันจำนวนมากขึ้นให้มาเยือนและศึกษาในประเทศจีน ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวหลายครั้งว่ายินดีต้อนรับนักศึกษาจีนไปศึกษาต่อในสหรัฐฯ การแลกเปลี่ยนสองทางเช่นนี้จะช่วยเปิดโลกทัศน์ของคนรุ่นใหม่ และช่วยกำหนดอนาคตของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ให้ดียิ่งขึ้น
ระหว่างการเยือน ผู้นำทั้งสองได้ร่วมกันเยี่ยมชม หอสักการะฟ้าเทียนถาน เพื่อสัมผัสแนวคิดแห่งอารยธรรมจีนที่เน้นความกลมกลืนระหว่างสรรพสิ่ง และการดำเนินตามกฎของธรรมชาติ การจัดกิจกรรมพิเศษเช่นนี้สะท้อนว่า จีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ควรเพิ่มพูนความเข้าใจซึ่งกันและกัน และส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประชาชน
นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ก็ได้พบปะกับเหล่านักธุรกิจจากสหรัฐเมริกา โดยทุกคนต่างระบุว่า ให้ความสำคัญอย่างสูงต่อตลาดจีน คาดหวังที่จะขยายธุรกิจในจีนเพิ่มขึ้น และเดินหน้าความร่วมมือกับจีนต่อไป สิ่งนี้พิสูจน์อีกครั้งว่า จีนยังคงเป็นแผ่นดินแห่งโอกาสสำหรับนักธุรกิจจากสหรัฐอเมริกา
กล่าวโดยสรุป การเพิ่มการไปมาหาสู่และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนจีนและสหรัฐฯ เป็นทั้งฉันทามติของผู้นำและความปรารถนาของประชาชนทั้งสองประเทศ ฝ่ายจีนจะยังคงสนับสนุนเรื่องนี้ต่อไป เพื่อเสริมสร้างรากฐานทางสังคมของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และสานต่อเรื่องราวมิตรภาพระหว่างประชาชนจีน–สหรัฐฯ ให้มากยิ่งขึ้น
5. ระหว่างการพบหารือ ผู้นำทั้งสองได้กล่าวถึงประเด็นไต้หวัน ท่านช่วยอธิบายสถานการณ์นี้หน่อยได้ไหม
หวัง อี้: ในการพบหารือครั้งนี้ ปัญหาไต้หวันเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ โดยจุดยืนของฝ่ายจีนมีความชัดเจนดังนี้
ปัจจุบันของช่องแคบไต้หวัน และเป็นองค์ประกอบสำคัญของระเบียบระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เราหวังว่าสหรัฐฯ จะยึดมั่นในหลักการจีนเดียวและแถลงการณ์ร่วมสามฉบับระหว่างจีน–สหรัฐฯ พร้อมปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ควรมี
ประการที่สอง ปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ซึ่งมีผลต่อส่วนอื่นทั้งหมด หากจัดการได้ดี ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็จะคงเสถียรภาพโดยรวม และทั้งสองฝ่ายจะสามารถทุ่มเทพละกำลังให้กับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้มากขึ้น แต่หากจัดการไม่ดี ก็อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าหรือแม้แต่ความขัดแย้ง ซึ่งจะผลักดันให้ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง ฝ่ายจีนหวังว่าสหรัฐฯ จะใช้การกระทำที่เป็นรูปธรรมในการรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ และสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน
ประการที่สาม การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันคือจุดร่วมสูงสุดของทั้งสองฝ่าย และเงื่อนไขสำคัญในการทำเช่นนั้นคือ “ต้องไม่สนับสนุนและไม่ละเลยต่อพฤติกรรมแยกเอกราชของไต้หวัน” เพราะ “เอกราชไต้หวัน” ไม่อาจอยู่ร่วมกับสันติภาพในช่องแคบไต้หวันได้ ในการพบหารือครั้งนี้ เราสัมผัสได้ว่าฝ่ายสหรัฐฯ เข้าใจจุดยืนของจีนและให้ความสำคัญต่อข้อกังวลของจีน อีกทั้งไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับการมีเอกราชของไต้หวันเช่นเดียวกับประชาคมโลก
6. ระหว่างการพบหารือ ทั้งสองฝ่ายบรรลุผลลัพธ์ใดบ้างในด้านเศรษฐกิจและการค้า
คณะทำงานด้านเศรษฐกิจการค้าของทั้งสองฝ่ายได้บรรลุผลลัพธ์โดยรวมที่สมดุลและเป็นบวก ซึ่งรวมถึงการเดินหน้าปฏิบัติตามฉันทามติทั้งหมดที่ได้จากการหารือก่อนหน้านี้ การเห็นพ้องจัดตั้ง “สภาการค้า” และ “สภาการลงทุน” การแก้ไขข้อกังวลเรื่องการเข้าถึงตลาดสินค้าเกษตรของแต่ละฝ่าย รวมถึงการส่งเสริมการขยายการค้าสองทางภายใต้กรอบการลดภาษีต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน
ปัจจุบัน คณะทำงานของทั้งสองฝ่ายยังคงหารือในรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และจะเร่งสรุปผลลัพธ์โดยเร็ว พร้อมร่วมกันผลักดันการปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง
7. ผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือเกี่ยวกับประเด็นร้อนระหว่างประเทศและภูมิภาคใดบ้าง
หวัง อี้: ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีทรัมป์ ต่างรักษาการสื่อสารอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับประเด็นร้อนระหว่างประเทศและภูมิภาคมาโดยตลอด ในการพบหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกอีกครั้งในประเด็นที่ต่างให้ความสนใจร่วมกัน
เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้อธิบายจุดยืนที่จีนยึดถือมาโดยตลอด โดยเน้นย้ำว่า การใช้กำลังไม่อาจแก้ปัญหาได้ การเจรจาเท่านั้นคือหนทางที่ถูกต้อง แม้การเจรจาจะไม่อาจสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน แต่เมื่อช่องทางการเจรจาเปิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ควรถูกปิดลงอีก ฝ่ายจีนสนับสนุนให้อิหร่านและสหรัฐฯ เดินหน้าแก้ไขความขัดแย้ง รวมถึงประเด็นนิวเคลียร์ ผ่านการเจรจาต่อไป พร้อมเสนอให้เร่งเปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยเร็วบนพื้นฐานของการหยุดยิง และเห็นว่าแนวทางแก้ไขปัญหาช่องแคบ คือการบรรลุการหยุดยิงเต็มรูปแบบและอย่างถาวร ฝ่ายจีนได้พยายามผลักดันการเจรจาสันติภาพมาโดยตลอด และจะยังคงมีบทบาทในการส่งเสริมให้มีการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพในตะวันออกกลางโดยเร็ว
สำหรับวิกฤตยูเครน ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างหวังให้สงครามยุติโดยเร็ว และต่างได้ใช้แนวทางของตนเองในการผลักดันการเจรจาสันติภาพ ปัญหาที่ซับซ้อนย่อมไม่มีวิธีแก้ไขที่ง่ายดาย และการเจรจาสันติภาพก็ไม่อาจสำเร็จได้ในทันทีทันใด ทั้งสองฝ่ายยินดีรักษาการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เพื่อมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ต่อการแก้ไขวิกฤตยูเครนด้วยวิธีการทางการเมือง
ท้ายที่สุด หวัง อี้ กล่าวย้ำว่า ดังที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ชี้ว่า ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ เกี่ยวข้องกับความผาสุกของประชาชนของสองประเทศกว่า 1,700 ล้านคน และเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของประชากรโลกกว่า 8,000 ล้านคน ฝ่ายจีนยินดีร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการปฏิบัติตามฉันทามติสำคัญที่ผู้นำทั้งสองบรรลุร่วมกัน เดินหน้าสู่การสร้าง “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ระหว่างจีน–สหรัฐฯ” มองและกำหนดทิศทางความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและระยะยาว ร่วมกันสร้างแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้องของมหาอำนาจในยุคใหม่ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองประเทศ และมีส่วนช่วยต่อสันติภาพและการพัฒนาของโลกมากยิ่งขึ้น




