
สถานีคิดเลขที่ 12 : แก้รธน.กันใหม่
ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นเรื่องที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
การเลือกตั้งปี 2566 ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลต่อการโหวตเลือก ส.ส.
แม้การเลือกตั้งปี 2569 ประเด็นดังกล่าวจะไม่ร้อนแรงเท่า แต่ในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ผลจากการลงประชามติปรากฏผลชัดว่า ประชาชนต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างใหม่
ขณะที่ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญเคยเป็นเหตุผลให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตัดสินใจยุบสภา เหตุเพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส.นั้น
ไม่เป็นที่ยอมรับของ ส.ว. ซึ่งมีผลต่อการผ่านร่างฯ เพราะต้องใช้เสียง ส.ว.สนับสนุน
ในที่สุดพรรคภูมิใจไทยก็หักกับพรรคประชาชน แล้วนำไปสู่การยุบสภา
เมื่อการเลือกตั้งปี 2569 ผ่านพ้น นายอนุทินเป็นนายกฯอีกครั้ง ขณะนี้ได้มอบภารกิจนี้ให้สภาดำเนินการ
ขณะเดียวกัน เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนรับพระบรมราชโองการเป็นผู้นำฝ่ายค้าน หนึ่งในประเด็นที่แถลงข่าวถึงภารกิจที่จะกระทำคือ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างใหม่ตามที่คนไทยได้ลงประชามติเอาไว้
แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่เป็นหนึ่งในชนวนให้นายกฯอนุทินยุบสภาครั้งที่แล้ว จะไม่ได้รับการยืนยันให้ดำเนินการต่อ และกลายเป็นประเด็นเดือดในสภาไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
แต่การยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็กำลังเริ่มขึ้น
พรรคภูมิใจไทยรับปากจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหารือกันในพรรค ในวันที่ 19 พฤษภาคม
พรรคเพื่อไทยนัดหารือถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตัวเองในสัปดาห์นี้เช่นกัน
นี่จึงเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นแก้ไขรัฐธรรมนูญกันใหม่
อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นใหม่เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว แต่ละครั้งล้วนมีอุปสรรค
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกตีตก มีประเด็นที่วุฒิสภาไม่เห็นด้วยอย่างชัดแจ้ง คือ ไปตัดอำนาจของ ส.วทิ้งไป
ดังนั้น ประเด็นนี้ ร่างของพรรคภูมิใจไทยจะไม่มี
ส่วนพรรคเพื่อไทยต้องหารือ ประเด็นที่มาของ ส.ส.ร. ที่ให้แต่ละจังหวัดเลือก ส.ส.ร.มาแล้วให้รัฐสภาเลือกอีกรอบ
หารือกันว่าจะผลักดันแบบเดิมหรือไม่
ขณะเดียวกัน ลำพังพรรคเพื่อไทยเอง มี ส.ส.ไม่ถึง 1 ใน 5 ที่สามารถเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
หากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ สมาชิกรัฐสภาต้องร่วมมือกัน
ความยากอยู่ที่ “ร่วมมือกัน” เพราะความเห็นในเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความหลากหลาย
นี่ยังไม่นับรวมกับตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญแนะนำมาก่อนหน้านี้ที่ต้องปฏิบัติตาม
ด้วยเหตุผลนานัปการ ทำให้มองกันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มความสุ่มเสี่ยง
เป็นความสุ่มเสี่ยงทางการเมือง
แม้รัฐบาลจะมอบเรื่องนี้ให้สภาดำเนินการ แต่ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องส่งกระทบถึงรัฐบาลไม่มากก็น้อย
อย่างไรก็ตาม แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญท่ามกลางความหลากหลายจะเป็นเรื่องยาก แต่สุดท้ายก็ต้องแก้ไข
ต้องเริ่มต้นกันใหม่
มิเช่นนั้น รัฐสภาจะถูกมองว่าเพิกเฉยต่อผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]




