
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (Standard Chartered) ประกาศเตรียมปรับลดตำแหน่งงานกว่า 7,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2030 หลังจากบริษัทหันมาใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายตัวชี้วัดหลักด้านความสามารถในการทำกำไรสำคัญ โดยธนาคารคาดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ ผ่านการลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่ และการขยายธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท
โดยในการอัพเดตแผนกลยุทธ์ต่อนักลงทุน สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ระบุว่า ธนาคารตั้งเป้าจะสร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่จับต้องได้ ให้มากว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2028 เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 จุดเปอร์เซ็นต์จากปี 2025 และจะขยับขึ้นไปที่ประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030
ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด มีพนักงานฝ่ายสนับสนุน หรือสายงานหลังบ้าน ประมาณ 51,000 คน (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2025) และจะปรับลดตำแหน่งงานในสายงานองค์กรลงกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 ซึ่งตัวเลขดังกล่าว คิดเป็นการลดตำแหน่งงานมากว่า 7,000 ตำแหน่ง จากพนักงานทั่วโลกราว 80,000 คน
บิล วินเทอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ ของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด กล่าวในการแถลงข่าวว่า การลดจำนวนพนักงานจะเกิดขึ้นจากการใช้ระบบอัตโนมัติและการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ มาใช้งานมากขึ้น ขณะเดียวกัน พนักงานบางส่วนจะได้รับการพัฒนาทักษะใหม่
วินเทอร์ส กล่าวว่า นี่ไม่ใช่การลดต้นทุน แต่ในบางกรณีคือการแทนที่ทรัพยากรบุคคลในงานที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ด้วยเงินลงทุนและเงินทุนที่เรากำลังใส่เข้าไป
ทั้งนี้ หลังการประกาศดังกล่าว หุ้นของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ซึ่งจดทะเบียนในฮ่องกง ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.3 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเปิดตลาด ขณะที่ดัชนีอ้างอิงฮั่งเส็ง แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง




