
‘วันนอร์’ ทวงถามคดียิง ‘สส.กมลศักดิ์’ ใครคือผู้บงการ ปลุกปชช. ‘รู้’-เห็น’ กล้าบอกความจริงสังคม แจ้งข้อมูลต่อสู้ความอยุติธรรม
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ(ปช.)และประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การสูญเสียที่เกิดขึ้นกับ แวยูแฮ หรือ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรค ปช. มิใช่เพียงความเจ็บปวดของครอบครัว หรือของคนใกล้ชิดเท่านั้น หากแต่เป็นบาดแผลที่สะเทือนถึงหัวใจของพี่น้องมุสลิมและประชาชนผู้รักความยุติธรรมทุกคน อัลฮัมดุลิลละห์ แม้พวกเราจะมิได้อยู่ในภาวะยากลำบากที่สุดในชีวิต แต่เหตุการณ์ลอบสังหารครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความอธรรมที่กำลังกัดกินสังคมอย่างน่าหวั่นใจ ความอยุติธรรมมิได้เกิดขึ้นกับคนเพียงสองหรือสามคน หากแต่กำลังเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งมวล หลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อพี่น้องของเราถูกกระทำ ถูกย่ำยี หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม เรามักเจ็บปวดอยู่เพียงลำพัง ต่างคนต่างเงียบ ต่างคนต่างอดทน แต่ครั้งนี้ เราได้เห็นภาพของการรวมใจเป็นหนึ่งเดียว การละหมาดฮาญัตในจ.นราธิวาสและในมัสยิดต่าง ๆ คือสัญญาณสำคัญว่า ประชาชนเริ่มตระหนักแล้วว่า ความทุกข์ของคนหนึ่ง คือความทุกข์ของเราทุกคน
นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ดังที่มีผู้กล่าวไว้ว่า มุสลิมเปรียบเสมือนเรือนร่างเดียวกัน เมื่ออวัยวะส่วนหนึ่งเจ็บปวด ทั้งร่างกายย่อมรู้สึกเจ็บปวดไปด้วย หากเรายึดมั่นในความหมายนี้อย่างแท้จริง ผู้ที่คิดร้ายต่อประชาชนย่อมรู้สึกเกรงกลัวต่อพลังแห่งความสามัคคีและความถูกต้อง เพราะแท้จริงแล้ว แวยูแฮไม่เคยมีความบาดหมางกับใคร เขาไม่เคยทำร้ายผู้ใด ชีวิตของเขามีแต่การช่วยเหลือชาวบ้านและยืนอยู่เคียงข้างประชาชนผู้ลำบาก แต่เหตุใดจึงยังมีผู้กล้าลงมือกับคนบริสุทธิ์เช่นนี้ คำตอบเดียวคือ คนเหล่านั้นไม่เกรงกลัวต่อบาป และไม่เกรงกลัวต่อความยุติธรรม
นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า วันนี้ ผู้ลงมือบางส่วนอาจถูกจับกุมแล้ว มือปืนถูกจับ คนขับรถถูกจับ แต่ทั้งหมดนั้นยังเป็นเพียง ปลายทาง ของอาชญากรรม สิ่งที่สังคมกำลังเฝ้าถาม คือ ใครคือผู้บงการ ใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความมืด ผู้ใช้เงินว่าจ้างให้ปลิดชีวิตผู้แทนประชาชนผู้ที่สั่งฆ่ามนุษย์ผู้บริสุทธิ์ โดยไม่สะทกสะท้านต่อคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า ย่อมเป็นผู้กดขี่อธรรม เปรียบประหนึ่งฟิรเอาน์ในประวัติศาสตร์ ผู้ใช้อำนาจอย่างโหดเหี้ยมโดยไม่เกรงกลัวความจริง และผู้ที่กระทำเช่นนี้จำเป็นต้องถูกเปิดเผยต่อสังคมและได้รับบทลงโทษ เพื่อไม่ให้ความอธรรมกลายเป็นเรื่องปกติของบ้านเมืองประชาชนจึงต้องไม่ยอมจำนนต่ออิทธิพล เงิน หรือความหวาดกลัว เพราะหากวันนี้เรานิ่งเฉยต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคนอื่น วันหนึ่งความอยุติธรรมนั้นอาจย้อนกลับมาถึงตัวเราและคนที่เรารัก
นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือวัฒนธรรม ไม่ใช่เรื่องของเรา ที่ฝังรากอยู่ในสังคม ทั้งที่ความเจ็บปวดของประชาชาติ คือเรื่องของเราทุกคน ในสังคมที่เจริญแล้ว แม้เหตุร้ายจะไม่เกิดกับตนเอง ผู้คนก็พร้อมลุกขึ้นช่วยเหลือ เป็นพยาน และปกป้องความถูกต้อง แต่ในสังคมของเรา หลายคนกลับเลือกมองผ่าน เพราะกลัวปัญหา หรือกลัวว่าจะถูกมองว่า ยุ่งไม่เข้าเรื่อง ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนความคิดนั้น หากใครเห็นอะไร ได้ยินอะไร หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ขอจงกล้าที่จะบอกความจริง ไม่ว่าจะเปิดเผยตัวหรือแจ้งเบาะแสอย่างลับ ๆ ทุกข้อมูลล้วนมีคุณค่า เพราะความยุติธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากสังคมยังปล่อยให้ความกลัวมีอำนาจเหนือความจริง
‘ผู้คนจำนวนมากไม่ต้องการเห็นความรุนแรง ไม่ต้องการเห็นความอยุติธรรม แต่เมื่อเหตุเหล่านั้นยังไม่เกิดกับตนเอง หลายคนจึงเลือกเงียบเฉย และความเงียบนั้นเองที่ทำให้ความชั่วร้ายเติบโตพวกเราจึงต้องตื่นขึ้น ต้องร่วมกันปกป้องประชาชน ปกป้องศาสนา และปกป้องผู้ที่ยืนอยู่แนวหน้าเพื่อประชาชน เพราะหากคนดีถูกทำร้ายแล้วไม่มีใครลุกขึ้นปกป้อง วันหนึ่งจะไม่มีใครกล้ายืนอยู่ข้างหน้าประชาชนอีกต่อไปแวยูแฮ คือคนที่ใช้ชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้คน เขาคือเพื่อนของประชาชน และเป็นความหวังของคนเล็กคนน้อย การเรียกร้องความยุติธรรมให้เขา จึงมิใช่เพียงการทวงคืนความเป็นธรรมให้บุคคลหนึ่ง แต่คือการรักษาหลักการที่สังคมควรยืนหยัดร่วมกันและตราบใดที่ผู้บงการยังไม่ถูกเปิดเผย การต่อสู้เพื่อความจริงก็ยังไม่จบลง’ที่ปรึกษานายกฯ ระบุ





